เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] นิยาย บท 2183

บทที่ 2183 ศิลาอดีตชาติ

………………..

บทที่ 2183 ศิลาอดีตชาติ

ความหวาดหวั่นไร้ขอบเขตหลากเข้าสู่ทุกดวงใจที่นี่ ดุจหนึ่งประกายเพลิงจุดไฟท่วมทุ่งหญ้า แผ่ลามทั่วทั้งกาย ผลาญเผาจนร่างสะท้าน

กระทั่งบรรพชนผู้ก่อตั้ง ตี้ซุนและเหวินเต้าเจินยังพ่าย จะยังมีผู้ใดในโลกหล้าหยุดฝีเท้าชายชุดดำได้อีก? เขาเป็นใครกัน? เหตุใดจึงเข้ามาในดินแดนเร้นลับหวงห้ามเช่นนี้ได้ง่าย ๆ?

ยิ่งพวกเขาครุ่นคิด หัวใจยิ่งหนักอึ้ง สีหน้าแปรเปลี่ยนเกินคาดหยั่ง พวกเขาไม่อาจสังเกตเลยว่าทันทีที่สายตาสบเห็นชายชุดดำ ในใจก็เกิดความคิดทันทีว่าคนผู้นี้ต่อกรด้วยมิได้!

ใช่แล้ว นอกจากความรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง ประหลาดใจและงุนงง ไร้ผู้ใดเกิดความคิดตั้งคำถามหรือหยุดยั้งชายชุดดำเลยสักคน!

ราวกับว่าในขณะนี้ จิตสำนึกของพวกเขาถูกเปลี่ยนแปลงควบคุม ความสามารถเช่นนี้เกินคำว่าเหนือแถลงไข มันน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง!

สายลมกระโชกแรงเหนือภูเขา ศิษย์เขาเทพพยากรณ์ทั้งมวลหนาวยะเยือก พวกเขายืนหน้ากระท่อม สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาราวถูกผีเข้า

ขณะนี้ ชายชุดดำเดินมาด้านหน้าภูเขาแล้ว

เขาย่อมมิใช่ใครอื่นนอกจากเจ้านิกายอำนาจเทวะ ทันทีที่ปรากฏตัว สายตาเฉยชาไร้อารมณ์ก็กวาดเนิบ ๆ ผ่านคนทั้งหลาย

เพียงสายตานี้เท่านั้น ปวงชนก็ถูกสะกดนิ่งในพริบตา ทำให้ความแข็งแกร่งและแก่นโลหิตราวถูกผนึกสิ้น มิอาจขยับเขยื้อนใด ๆ ได้

กระทั่งจะพูดยังทำไม่ได้เลย!

พวกเขาทำได้เพียงมองแต่ทำอะไรไม่ได้ ราวหุ่นกระบอกไร้วิญญาณ

สิ่งนี้ทำให้หัวใจทุกดวงสะท้าน รู้สึกทั้งประหลาดใจ เดือดดาล ขวัญผวา และเหม่อลอย เจ้านี่เป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงร้ายกาจเพียงนี้? พวกเขาใช้จิตสำนึกยังไม่อาจประจักษ์ว่าเขามีอยู่ ราวกับบุคคลตรงหน้าไร้ตัวตน

สายตาของพวกเขาไม่อาจพินิจใบหน้าอีกฝ่ายชัดเจน ราวกับตรงหน้าคือภาพมายา

จนกระทั่งยามที่ชายชุดดำมาหยุดยืนตรงหน้า พวกเขาก็สิ้นแรงขัดขืน ทำได้เพียง….

มองอย่างจนปัญญา!

มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยประสบมาก่อนชั่วชีวิต ราวชะตาดิ้นหลุดจากกำมือ ไปอยู่ใต้เมตตาผู้อื่น เป็นความคับแค้นสุดขั้ว

ไม่ว่าจะเป็นจ้าวเอกภพหรือมีขอบเขตบ่มเพาะต่ำกว่านั้น คนทั้งหลายล้วนมีสภาพไม่ต่างกัน

ราวพวกเขาเป็นเพียงมดต่อหน้าชายชุดดำ!

เจ้านิกายอำนาจเทวะดูเหมือนลืมการมีอยู่ของพวกเขาไป สองมือไพล่นิ่งที่หลัง พินิจยอดเขาน้อยอย่างเงียบ ๆ สายตาวูบไหวตามจุดต่าง ๆ ของภูเขา หามีวาจาสักคำไม่

เขาพินิจพิเคราะห์ละเมียดละไมราวกำลังสำรวจหนึ่งสมบัติล้ำค่าเกินเปรียบปาน แต่ก็เหมือนทำความเข้าใจปริศนาเกินอธิบายบางอย่างด้วย

ท้ายที่สุด สายตาของเขาก็มาหยุดที่กระท่อม และรำพึงออกมาหลังเงียบอยู่นาน “เนิ่นนานกาลก่อน ฝูซีบรรลุเต๋าที่นี่ ประจักษ์ทุกความเป็นไปของครรลองสวรรค์ ทำให้เขาสร้างเขาเทพพยากรณ์ขึ้นมา บางทีนี่อาจเป็นเขาเทพพยากรณ์อย่างแท้จริง!”

แม้จะพูดไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ สายตาของทุกคนก็แปรเปลี่ยนผิดปกติ มีทั้งความเป็นปรปักษ์ ตกตะลึง และประหลาดใจ

เหมือนพวกเขาพอเดาฐานะของชายชุดดำได้แล้ว แต่ไม่อาจเชื่อลงได้ทันที เพราะมันน่าตกใจเกินตีความไปหน่อย

เจ้านิกายอำนาจเทวะมิได้สนใจพวกเขา หรือบางที อาจไม่ได้สนใจพวกเขามาแต่แรก

ความสนใจทั้งหมดของเขามุ่งไปยังภูเขาและกระท่อมบนนั้น

หลังทอดถอนใจ เจ้านิกายอำนาจเทวะก็เริ่มก้าวเดินบนเส้นทางขึ้นเขา มุ่งสู่กระท่อมหลังนั้น

ฝีเท้าของเขาไม่ช้าไม่เร็ว ราวกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้านตน

ไม่นาน เจ้านิกายอำนาจเทวะก็มาถึงตรงหน้ากระท่อม แต่เขาไม่ได้ผลักประตูเดินเข้าไปในกระท่อมอันเรียบง่ายซึ่งออกจะคับแคบเล็กน้อยนี้ทันที เขาทำเพียงยืนตรงหน้าศิลาก้อนหนึ่งซึ่งตั้งอยู่นอกกระท่อม

“กาลก่อนยามฝูซีได้แผนภาพวารีหลากมา เขาปิดด่านบ่มเพาะที่นี่ เผยตัวต่อสายลม ร้อนหนาวไร้กำบัง จมจิตใจสู่มหาเต๋าอย่างสมบูรณ์ ขัดเกลาบากบั่นแปดพันปี สุดท้ายสังขารอันต่ำต้อยนี้ก็บรรลุประจักษ์เค้าความลึกล้ำแห่งมหาวิถี ยามนั้นเอง เขาเทพพยากรณ์จึงสำเร็จรุ่งโรจน์ได้เช่นนี้ น่าเสียดายที่นับแต่เขาติดอยู่ในมาตุภูมิมหาวิถี เขาเทพพยากรณ์ก็ไม่อาจสร้างบุคคลใดเทียบเคียงเขาได้อีกเลย น่าเสียดายจริง ๆ” เจ้านิกายอำนาจเทวะนั่งลงบนศิลา ทอดสายตาสู่ท้องนภาพร่างพราวอันไร้ขอบเขตพลางทอดถอนใจไม่หยุดปาก

แม้จะบอกว่าทอดถอนใจ แต่น้ำเสียงกลับราบเรียบ ไม่มีอารมณ์ใดแม้เพียงเสี้ยว

สีหน้าแววตาของผู้คนมากมายแปรเปลี่ยนเล็กน้อยยามเห็นเจ้านิกายอำนาจเทวะนั่งลงบนก้อนหินอย่างไม่ใส่ใจมารยาท

โดยเฉพาะสายตาของหลียาง เที่ยอวิ๋นไห่ และคนอื่น ๆ ที่เกิดโทสะอย่างไม่อาจปกปิด

อู๋เซวี่ยฉานครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงเอ่ยปาก “แต่จากที่ข้ารู้ จักรพรรดิยมโลกองค์ที่สามมิได้หวังสำเร็จมากนักแต่แรกแล้ว ต่อให้มีศิลาอดีตชาติก็ตาม”

“โอ้?” เจ้านิกายอำนาจเทวะปริปาก “ทำไมล่ะ?”

อู๋เซวี่ยฉานคลี่ยิ้ม “เจ้านิกายน่าจะเดาคำตอบได้”

เจ้านิกายอำนาจเทวะเงียบไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า “เจ้าจะบอกว่า กระทั่งก่อนเริ่มตั้งวงจรสังสารวัฏ เขาก็ไม่มีโอกาสสำเร็จเลยหรือ?”

อู๋เซวี่ยฉานพยักหน้า “ใช่ นั่นคือเหตุที่เขายอมมอบศิลาอดีตชาติแก่อาจารย์ข้า เพื่อมิให้มันถูกช่วงชิงไปพร้อมระเบียนแดนมรณะและพู่กันพิพากษามารยามเขาตกตาย”

เจ้านิกายอำนาจเทวะเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ถอนใจ “รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทาง ก็ยังเสี่ยงทุกสิ่งอยู่ดี เขารู้แน่แท้ว่าตนต้องตาย แต่ก็ยังทำอย่างไร้ลังเล เพราะเหตุใดกัน?”

อู๋เซวี่ยฉานถอนใจ “ใช่เลย ทำไม? อาจารย์ข้าก็ไม่อาจหยั่งทราบเช่นกัน แต่ท้ายที่สุด เขาก็พอเข้าใจขึ้นมานิดหน่อย”

เจ้านิกายอำนาจเทวะแย้มยิ้ม “ข้าไม่ถือสาหากจะรับฟังสักหน่อย”

อู๋เซวี่ยฉานฉีกยิ้ม “เขาเข้าใจสิ่งใดนั้นไม่สำคัญ เรื่องสำคัญคือ หลังจากท่านอาจารย์ทราบเรื่องทั้งหมดนั้น เขาก็มุ่งหน้าไปยังมาตุภูมิหมื่นวิถีอย่างไม่ลังเล ตั้งใจเสี่ยงทุกสิ่งเช่นที่เจ้านิกายกล่าว”

ทั้งสองเหมือนพูดจาวกไปวนมา ผู้คนทั้งหลายรอบข้างงุนงงสับสน ทำให้สายตาฉุกฉงนทวีความลึกล้ำ

แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าทั้งเจ้านิกายอำนาจเทวะและอู๋เซวี่ยฉานล้วนไม่คิดขยายความ

หลังได้ยินคำพูดอู๋เซวี่ยฉาน เจ้านิกายอำนาจเทวะครุ่นคิดเล็กน้อยก็พยักหน้า “ข้าพอเข้าใจแล้ว”

กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้อู๋เซวี่ยฉาน “โชคยังดี ขอเพียงข้านำศิลาอดีตชาตินี้ไปด้วย วัตถุประสงค์ที่อาจารย์เจ้าเสี่ยงทุกอย่างเพื่อบรรลุก็จะล้มเหลวเฉกเช่นจักรพรรดิยมโลกองค์ที่สาม”

อู๋เซวี่ยฉานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ก็ถูก”

พริบตานั้น แม้จะไม่เข้าใจว่าอู๋เซวี่ยฉานกับเจ้านิกายอำนาจเทวะเสวนาอะไรกัน ปวงชนก็เหมือนพอเข้าใจอะไรขึ้นมานิดหน่อย และนั่นทำให้ม่านตาทุกคู่หดตัว

ที่แท้ ประเด็นของเรื่องก็อยู่กับศิลาหน้ากระท่อม!

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]