บทส่งท้าย 3.1 บุตรชายตระกูลเฉิน
………………..
บทส่งท้าย 3.1 บุตรชายตระกูลเฉิน
สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋า
ตอนนี้มันกลายเป็นมหาอำนาจอันดับต้น ๆ ของใต้หล้าไปแล้ว เป็นตัวแทนของทุกคนในสามภพ ถึงขนาดเป็น ‘แดนศักดิ์สิทธิ์’ ในใจเหล่าผู้บ่มเพาะพลังทั้งหลายเลยด้วยซ้ำ
เช้าตรู่วันหนึ่ง ภายในห้องสอนใกล้ฝ่ายบำเพ็ญเต๋า
จ้าวอวิ๋นซงเป็นหนึ่งในศิษย์ที่เพิ่งผ่านการทดสอบและเข้าสำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋ามา เขามาจากตระกูลยากจน แต่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา
ก่อนที่จะสามารถเข้ามาเป็นศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าได้ ไม่มีใครคิดเลยว่าคนจนอย่างจ้าวอวิ๋นซงจะสามารถทำอะไรแบบนี้ได้
กระทั่งพ่อแม่ของจ้าวอวิ๋นซงยังแทบไม่อยากเชื่อ
เพราะอย่างไรก็ยังมีผู้บ่มเพาะพลังอยู่อีกมากมายที่อยากเข้าสำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋า ทว่าก็เป็นที่รู้กันว่าพวกเขารับคนจากตระกูลใหญ่หรือสำนักใหญ่เท่านั้น!
นี่จึงนับว่าหายากมาก!
นับตั้งแต่เด็ก คนจากสำนักหรือตระกูลใหญ่เหล่านั้นก็มีทรัพยากรให้กินให้ใช้ไม่เหมือนผู้บ่มเพาะธรรมดา ทั้งยังมีผู้อาวุโสในตระกูลหรือในสำนักคอยให้คำแนะนำ พอรวมกับความสามารถของพวกเขาเองแล้วก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นยอดอัจฉริยะคนหนึ่งได้ทีเดียว
ดังนั้นเมื่อเทียบกันแล้ว คนที่มีบ้านเดิมต่ำต้อยเช่นเขาสุดท้ายก็คงต้องถูกปฏิเสธ คงสู้กับคนพวกนั้นไม่ไหว
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์แทบจะทั้งหมดที่เข้าสำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าได้จึงมักมีชาติกำเนิดสูงส่งหรือมาจากสำนักโบราณกันทั้งนั้น
ส่วนคนอย่างจ้าวอวิ๋นซงที่มีฐานะต่ำต้อย แต่กลับขึ้นมาเป็นศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าได้ก็หายากมาก หายากเหมือนขนปักษาเพลิงและเขากิเลนทีเดียว
ตอนนี้ยังเหลือเวลาก่อนคาบเรียนเริ่มอยู่ ในห้องจึงยังมีคนไม่เท่าไหร่ ทว่าจ้าวอวิ๋นซงก็มารอแล้ว
เขารู้ซึ้งถึงโอกาสที่ได้เข้ามาศึกษาในสำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋ามาก ไม่คิดเกียจคร้านหย่อนยานเลย
ที่สำคัญคือ อาจารย์วันนี้คือโจวจื่อหลี! เขาเป็นอาจารย์ใหญ่สายนอกที่ขึ้นชื่อไปทั่วทางใต้หล้ามานมนาน!
นานมาแล้ว อาจารย์ใหญ่โจวจื่อหลีถึงกับเคยเป็นผู้ชี้แนะให้ยอดฝีมือในตำนาน ซึ่งในตอนนี้เป็นผู้ที่อยู่เหนือใครทั้งจักรวาลไปแล้ว!
ดังนั้นจ้าวอวิ๋นซงจึงตั้งตารอคอยคาบเรียนนี้มาก
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะโต๊ะตรงหน้าสองครั้ง จ้าวอวิ๋นซงเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งที่แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายออกมาเล็กน้อยกำลังคลี่ยิ้มให้
จ้าวอวิ๋นซงใจสะดุ้ง กำหมัดโดยไม่รู้ตัว เพราะใบหน้านี้เป็นใบหน้าที่ทำให้เขาสะดุ้งตื่นจากฝันอยู่หลายครั้ง
ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่าเหวินเหรินเลี่ย มาจากตระกูลโบราณชั้นสูง ก็คือตระกูลเหวินเหริน ฐานะสูงส่ง พรสวรรค์นับว่าหาได้ยาก
เหวินเหรินเลี่ยเป็นหนึ่งในศิษย์เรื่องชื่อที่เพิ่งเข้าสำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋ามาในปีนี้
ทว่าเหวินเหรินเลี่ยนั้นเป็นเหมือนฝันร้ายของจ้าวอวิ๋นซง ไม่รู้ทำไม แต่เหวินเหรินเลี่ยมักจะปฏิบัติต่อจ้าวอวิ๋นซงเหมือนเป็นข้ารับใช้ สั่งให้ไปทำนู่นทำนี่อยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น
พูดกันตามตรงคือ จ้าวอวิ๋นซงนั้นฐานะต่ำต้อยกว่าข้ารับใช้ในสายตาเหวินเหรินเลี่ย! อย่างน้อย ๆ ข้ารับใช้ทำงานก็ได้เงิน แต่จ้าวอวิ๋นซงไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย แถมยังถูกดุด่าว่ากล่าวอยู่หลายครั้ง
ยกตัวอย่างเช่น เหวินเหรินเลี่ยเคยหยอกล้อศิษย์สตรีอยู่คนหนึ่ง ทั้งยังแอบสัมผัสบั้นท้ายนาง แต่กลับบังคับให้จ้าวอวิ๋นซงออกหน้ารับผิดแทน ทำให้จ้าวอวิ๋นซงเกือบถูกอาจารย์ที่ทำหน้าที่ดูแลและลงโทษศิษย์ไล่ออกเลยด้วยซ้ำ
จ้าวอวิ๋นซงเคยพยายามต่อต้านแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือเพื่อนศิษย์ ทุกคนล้วนไม่สนใจเรื่องของเขา ไม่มีใครเชื่อเขาเลยสักคน!
จึงทำให้จ้าวอวิ๋นซงผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง นับจากนั้นมา เขาก็เข้าใจว่าถึงแม้สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าจะมีกฎเกณฑ์เข้มงวดสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถปกป้องศิษย์ที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยไร้คนให้พึ่งพิงอย่างเขาได้
ถึงขั้นที่จ้าวอวิ๋นซงสงสัยว่าหากเขามีหลักฐานมาพิสูจน์การกระทำของเหวินเหรินเลี่ยได้ สุดท้ายเจ้าตัวก็คงไม่ถูกลงโทษอยู่ดี
เพราะอย่างไร เหวินเหรินเลี่ยนั้นไม่เพียงแต่มีฐานะทางบ้านสูงส่ง แต่ยังฉลาดมากด้วย ในเมื่อสามารถเข้ามาที่นี่ได้ เขาก็ต้องมีเพื่อนมากมาย มีความสัมพันธ์อันดีกับอาจารย์ทั้งหลาย กระทั่งพลังบ่มเพาะยังสูงส่งเป็นลำดับต้น ๆ ของปีด้วยซ้ำ
เช่นนี้แล้วจะมีใครเชื่อคำอธิบายของจ้าวอวิ๋นซงกัน?
“เอานี่ไปสิ” เหวินเหรินเลี่ยยิ้มแล้วโยนป้ายหยกแผ่นหนึ่งให้จ้าวอวิ๋นซง จากนั้นก็ส่งสายตาเยาะเย้ยให้แล้วเดินกลับไปนั่งยังที่นั่งอีกฟาก
จ้าวอวิ๋นซงถือป้ายหยกไว้ แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนมองไปด้านข้าง
หญิงสาวหน้าตางดงามนั่งอยู่ตรงนั้น นางมีเรือนผมสีดำงดงามเกล้าขึ้นเป็นมวยบนผม เผยให้เห็นดวงหน้างดงามไม่ธรรมดา
นางที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นเหมือนนางฟ้านางสวรรค์ ให้ความรู้สึกสุขสงบ งดงามอย่างไม่อาจอธิบายได้
นางเองก็เป็นศิษย์ใหม่ที่เข้ามาในปีนี้เช่นกัน มีนามว่าถังเป่าเอ๋อร์ น้ำเสียงของนางไพเราะเสนาะหู น่าเสียดายที่นางไม่ใช่คนช่างพูด และไม่สนใจศิษย์คนอื่น ๆ เลยนับตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่
ทว่าถังเป่าเอ๋อร์ก็มีชื่อเสียงขึ้นมาหลังจากเข้ามาได้ไม่นาน ศิษย์ชายหลายคนต่างชื่นชอบหลงใหลนางกันทั้งนั้น ชื่อเสียงนางเองก็ดีจนขนาดที่ศิษย์สายในและอาจารย์สายในก็รู้จักนางกันทั้งนั้น
เหวินเหรินเลี่ยก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาหลงนางมาก ถึงขนาดประกาศว่าจะแต่งงานกับนาง หน้าไหนที่มันกล้าแย่งนางไปก็ถือเป็นศัตรูกับเขา!
น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ตัวตนของถังเป่าเอ๋อร์เลย เรื่องของนางเป็นเหมือนความลึกลับ เหวินเหรินเลี่ยพยายามใช้เส้นสายสืบเสาะหาอยู่ทุกทาง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลย
เรื่องนี้ทำให้เหวินเหรินเลี่ยยิ่งหลงนางมากกว่าเดิม แต่เท่าที่เขารู้ ยิ่งนางลึกลับมากเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็อยากเอาชนะนางให้ได้มากขึ้นเท่านั้น
“เจ้าโง่! ยังจะนั่งบื้ออะไรอยู่ตรงนี้อีก? ไปเลย! คุณชายท่านนี้จ่ายอะไรไปตั้งเยอะเพื่อให้ได้คำเชิญนี้มา หากเจ้ามอบมันให้ถังเป่าเอ๋อร์ไม่ได้ก็อย่าหวังจะอยู่ที่นี่ได้อย่างมีความสุขเลย!” เหวินเหรินเลี่ยเห็นจ้าวอวิ๋นซงยังนั่งนิ่งอยู่ก็เผยสีหน้าไม่พอใจ เอ่ยผ่านกระแสปราณบอกอีกฝ่าย
จ้าวอวิ๋นซงเองก็เป็นบุรุษคนหนึ่ง มีหรือจะไม่รู้สึกอะไรต่อคนงามอย่างถังเป่าเอ๋อร์? มีชายใดไม่อยากให้นางรู้สึกประทับใจบ้าง?
ทว่าคำขู่ของเหวินเหรินเลี่ยก็ดังขึ้นในใจ เขาจึงไม่ลังเลอีก ยืนขึ้นมาคิดจะส่งคำเชิญนั้นให้ถังเป่าเอ๋อร์
เป็นจังหวะนั้นเองที่อาจารย์ใหญ่สายนอกโจวจื่อหลีก้าวเท้าเดินเข้าห้องมาด้วยสีหน้าภูมิฐาน ข้างกายมีชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนเดินตามมา
ทันใดนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสนิท
จ้าวอวิ๋นซงถอนหายใจโล่งอก เขาจึงเก็บคำเชิญยุ่งยากนั่นไว้แล้วนั่งลงที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหวินเหรินเลี่ยตวัดสายตาจ้องจ้าวอวิ๋นซงเขม็ง ทว่าก็ได้แต่ไม่พอใจอยู่ในใจ เพราะรู้ว่าอยู่ในคาบเรียนของโจวจื่อหลีคงทำอะไรไม่ได้
โจวจื่อหลีเดินเข้ามาภายในห้องเรียน เขาลูบหนวดตนแล้วก็คลี่ยิ้มกล่าว “ศิษย์ทั้งหลาย ข้าจะแนะนำศิษย์คนใหม่ที่จะเข้ามาเป็นสหายพวกเจ้าในวันนี้ เขาชื่อเฉินผู จากนี้ไปก็จะมาบ่มเพาะกับพวกเจ้าทุกคนที่นี่ด้วย”
ตอนนี้ภายในห้องมีศิษย์อยู่กว่าร้อยคน ล้วนแต่เป็นศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบปีนี้มาทั้งนั้น ดังนั้นพอได้ยินแบบนี้ก็มองคนมาใหม่กัน
เพราะคนที่เพิ่งเข้ามานี้เข้ามาหลังจากผ่านการสอบไปได้หลายเดือน ทั้งยังเดินข้างกายอาจารย์ใหญ่โจวจื่อหลีมา เป็นภาพที่ชวนให้คิดไม่น้อย
ชายหนุ่มนามเฉินผูยิ้ม “ขออภัยที่ทำให้เสียเวลา ข้าเพิ่งมาเรียนที่นี่ ยังไม่ค่อยรู้กฎเกณฑ์เท่าไหร่ จากนี้ไปก็ขอฝากเนื้อฝากตัวช่วยชี้แนะให้ด้วย”
พูดจบ เขาก็รีบหันหลังเดินจากไป เพราะเหวินเหรินเลี่ยตะโกนเรียกเขาอยู่ไกล ๆ เขาจึงไม่กล้าคุยกับเฉินผูต่ออีก
ทว่าจ้าวอวิ๋นซงก็รู้แล้วว่าเหวินเหรินเลี่ยคงหาทางหาเรื่องเฉินผูแน่ เพราะถ้าเจ้านี่เล็งใครไว้แล้วก็ไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมเหวินเหรินเลี่ยถึงปฏิบัติกับเฉินผูแบบนั้นในเมื่อก็ไม่เคยมีเรื่องแค้นกันมาก่อน ก็อธิบายได้ไม่ยาก เขาก็แค่ไม่ชอบขี้หน้าเฉินผูนั่นเอง!
เป็นเหตุผลที่ไร้สาระมาก
ทว่าก็มีแต่จ้าวอวิ๋นซงเท่านั้นที่เข้าใจ เพราะอย่างไรหากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ เขาก็คงไม่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ด้อยค่ายิ่งกว่าขี้ข้าในสายตาเหวินเหรินเลี่ยหรอก
แล้วเฉินผูก็ต้องประหลาดใจ เพราะไม่นานจ้าวอวิ๋นซงก็กลับมาอีกโดยมีเหวินเหรินเลี่ยเดินอยู่ด้านข้าง
“เมื่อครู่พวกเจ้าสองคนคุยอะไรกันหรือ? ช่วยเล่าเรื่องน่าสนุกให้ฟังด้วยได้ไหม?” เหวินเหรินเลี่ยยิ้ม
จ้าวอวิ๋นซงมีหน้าไม่สู้ดีเล็กน้อย จากนั้นก็ส่งสายตาขอร้องจาง ๆ ไปทางเฉินผู
เฉินผูยิ้มกล่าว “ไม่มีอะไรหรอก”
“หมายความว่าอย่างไร?” เหวินเหรินเลี่ยมุ่นคิ้วไม่พอใจ จากนั้นก็หันไปมองจ้าวอวิ๋นซง “งั้นเจ้าบอกมาก็แล้วกัน” เขาทำท่าเหมือนจะหาเรื่องจ้าวอวิ๋นซง
เฉินผูเลิกคิ้วขึ้นสูง เจ้านี่มันเปลี่ยนท่าทีเร็วเสียจริง
“พี่เหวินเหริน เราก็แค่คุยอะไรกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำความรู้จักกันก็เท่านั้น เพราะอย่างไรเฉินผูก็เพิ่งเข้ามาเรียนวันนี้เอง….” จ้าวอวิ๋นซงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวเสียงเบา
ทว่าเหวินเหรินเลี่ยก็ส่งเสียงเย็นขัด “ช่างเถอะ ข้าไม่สนใจเรื่องที่พวกเจ้าสองคนคุยกันก็ได้ ทว่าอย่าให้ข้ารู้เชียวว่าพวกเจ้าแอบนินทาอะไรลับหลังข้า ไม่เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้ปรานี!”
ว่าแล้วน้ำเสียงก็เจือแววข่มขู่ไว้ด้วย
จ้าวอวิ๋นซงร่างแข็งค้างไป เอ่ยขึ้นด้วยความยากลำบาก “แน่นอนอยู่แล้ว”
เฉินผูเจอเช่นนี้เข้าไปก็ได้แต่ยิ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เหวินเหรินเลี่ยรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่เฉินผูยิ้มออกมา มีความรู้สึกว่าเจ้าเด็กใหม่คนนี้เป็นภัยต่อตนเองชอบกล
แต่ตอนนี้ก็ยังหาเหตุผลมาหาเรื่องเฉินผูไม่ได้ นั่นก็เป็นเพราะเฉินผูดูเป็นคนใสซื่อไร้พิษภัย ตั้งแต่ต้นจนจบเจ้าตัวก็ยืนนิ่งไม่สนใจคำท้าทายอะไรเลย ราวกับว่าเฉินผูไร้อารมณ์โกรธ ดังนั้นถึงเหวินเหรินเลี่ยจะไม่ชอบเฉินผู แต่เขาก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
“ถังเป่าเอ๋อร์!” ทันใดนั้น เหวินเหรินเลี่ยก็เห็นถังเป่าเอ๋อร์ในอาภรณ์งดงามกำลังเดินผ่านมา จึงอดร้องเรียกนางขึ้นมาไม่ได้
ทว่าก็เป็นที่รู้กันอยู่ ถังเป่าเอ๋อร์ทำราวกับว่าไม่ได้ยินอะไรแล้วเดินจากไปทั้งอย่างนั้น
เหวินเหรินเลี่ยกระแอมเสียงแห้ง จากนั้นชี้ไปทางเงาร่างงดงามของถังเป่าเอ๋อร์แล้วพูดกับเฉินผู “เจ้าเห็นนางหรือไม่? นางเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งของเด็กใหม่ปีนี้เลย มีแต่นางที่จะคู่ควรกับข้า เหวินเหรินเลี่ย ผู้นี้!”
เฉินผูยิ้มไม่พูดอะไร
จ้าวอวิ๋นซงกลับรู้สึกดูถูกอยู่ในใจ คู่ควรกับเจ้าอะไรกัน? พูดยกตนขนาดนี้ไม่อายตัวเองบ้างหรือ? ทุกคนเขาก็เห็นว่านางไม่ได้สนใจเจ้าเลยไม่ใช่หรือไร?
“จ้าวอวิ๋นซง จะมายืนอะไรอยู่ตรงนี้อีก? ได้ทำเรื่องที่ข้าสั่งไว้หรือยัง?” เหวินเหรินเลี่ยขมวดคิ้วมองจ้าวอวิ๋นซง ทำให้อีกฝ่ายที่กำลังด่าเหวินเหรินเลี่ยในใจสะดุ้งขึ้นมา รีบหยุดความคิดทั้งหลายแล้วจากไปโดยเร็ว
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]
ทำไมตอนที่ 1631-1637 อ่านไม่ได้ครับ...
อยากซื้อหนังสือเรื่องนี้จบรึยังมีขายรึยัง ราคาเท่าไหร่...
กำลังสนุกเลยจ้า1407...
1...
รออ่าน1296...
รออ่าน1184จ้า...
ตอนที่1111รออ่านยุ...
ตอน1109รออ่านยุ...
กำลังมันเลยครับ...
กำลังมันเลยครับ...