เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] นิยาย บท 4

บทส่งท้าย 4.4 วิวาห์ตระการ

………………..

บทส่งท้าย 4.4 วิวาห์ตระการ

บรรยากาศที่เดิมทีครึกครื้นพลันปรากฏความเงียบ สายตาของใครหลายคนมองไปยังต้นเสียงทันใด

เหวินเหรินเลี่ยยืนอยู่ตรงนั้น แต่เขาสาบานเลยว่าไม่ใช่เขา!

เมื่อเห็นว่ากระทั่งอาจารย์ใหญ่ชิวเสวียนซูก็ยังสงสัยตาเย็นชามองมา เหวินเหรินเลี่ยก็ได้แต่เหงื่อตก โชคดีที่ไม่นานสายตาทั้งหลายก็หันไปสนใจศิษย์ข้างกายเขาแทน

ศิษย์ผู้นั้นมีหน้าตาหล่อเหลาไม่น้อย สวมชุดลายปัก ท่าทีงดงาม หว่างคิ้วให้กลิ่นอายเย่อหยิ่งอยู่เล็กน้อย

เหวินเหรินเลี่ยจำศิษย์ผู้นั้นได้ เขาคืออวี้เวิ่นจิง เป็นทายาทสายตรงของตระกูลใหญ่อย่างตระกูลอวี้เวิ่นแห่งภพเซียน พรสวรรค์เหนือกว่าเหวินเหรินเลี่ยอยู่เล็กน้อย

นับได้ว่าเป็นคนที่มีชื่อในสำนักศึกษาไม่ใช่น้อย

แต่ตอนนี้เหวินเหรินเลี่ยกลับรู้สึกสงสารอีกฝ่าย โง่จริง! เจ้าจะทำท่าภูมิใจอะไรนัก? ในเวลาแบบนี้มาวางท่าอะไรกัน? นี่มันเท่ากับรนหาที่ตายชัด ๆ!

แน่นอนว่าอวี้เวิ่นจิงเองก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศว่าตนเองแย่แล้ว มองซ้ายทีขวาทีก็เห็นว่าสหายทั้งหลายที่ค่อนข้างสนิทด้วยล้วนแต่ทำท่าเหมือนไม่รู้จักเขา คนรอบข้างก็พากันถอยหนีอย่างไร้เสียง

อวี้เวิ่นจิงเห็นแบบนี้ก็ใจเต้นแรง แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่เล็กน้อย ข้าก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนี่ ของขวัญพวกนี้มัน… น่ารังเกียจจริง ๆ นี่นา!

“มากับข้า” เสียงหนึ่งดังขึ้น อวี้เวิ่นจิงมองไปก็เห็นอาจารย์ใหญ่สายนอกโจวจื่อหลียืนอยู่ตรงหน้า มองเขาด้วยสายตาไร้อารมณ์

อวี้เวิ่นจิงสะท้านไปทั่วร่าง กำลังจะอธิบายก็รู้ตัวว่าพูดไม่ได้ ในใจหนักอึ้ง สีหน้าเปลี่ยนผัน ในที่สุดก็รู้ว่าเผลอหาคราวซวยมาให้ตนเองเสียแล้ว

น่าเสียดายที่มาเสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว

พริบตาเดียว อวี้เวิ่นจิงก็หมดสติแล้วถูกนำตัวออกไป ส่วนผลลัพธ์ที่รอเขาอยู่… ก็คงจะไม่ธรรมดาเช่นกัน

ไม่คิดเลยว่าสหายผู้นี้จะโง่เง่าเช่นนี้ พวกผู้บ่มเพาะภพมนุษย์สามารถเข้าสำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋ามาได้ ถูกจัดเป็นกลุ่มแรกที่ได้เข้ามาได้ด้วยซ้ำ แสดงถึงเกียรติอันสูงส่ง อีกทั้งขนาดพวกอาวุโสเฉินฮ่าวยังออกไปต้อนรับด้วยตนเอง เจ้านี่กลับไปเอ่ยเยาะพวกเขา รนหาที่ตายแท้ ๆ ไม่ใช่หรือไร? ทีนี้ทั้งตระกูลของเจ้านั่นคงโดนลูกหลงไปด้วย…. เหวินเหรินเลี่ยถอนหายใจ เมื่อครู่นี้เขาก็เกือบโดนลูกหลงไปด้วยแล้ว

ตอนนี้เหวินเหรินเลี่ยก็นึกถึงเรื่องเบาะแว้งที่เคยมีกับเฉินผูในวันนั้นขึ้นมา ในใจรู้สึกโชคดียิ่ง

หากเหวินเหรินชงหลินไม่อยู่ด้วยในวันนั้น เหวินเหรินเลี่ยก็คงไม่ต่างจากอวี้เวิ่นจิง….

ศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าคนอื่นเห็นอวี้เวิ่นจิงถูกนำตัวออกไปแล้วก็รู้ว่ามันเป็นเหมือนคำเตือนกลาย ๆ ในใจได้แต่สั่นกลัวไม่กล้าดูถูกแขกคนไหนอีก

เหตุการณ์ไม่สลักสำคัญนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชิวเสวียนซูกับเฉินฮ่าวเองก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่คนที่เห็นรู้ว่าอวี้เวิ่นจิงคงมีปัญหาเข้าแล้ว ตระกูลอวี้เวิ่นก็คงได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

การมีอำนาจมีอิทธิพลก็เป็นแบบนี้นั่นเอง

ตระกูลเฉินไม่จำเป็นต้องสนใจเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าใครจะใหญ่คับภพเซียนขนาดไหน หากกล้ามาปากเสียในเวลาเช่นนี้ก็มีแต่รอถูกลงโทษได้เลย

กลุ่มแรกมีหวงฝู่จ้งหลิงและคนอื่น ๆ ที่เป็นตัวแทนสหายของเฉินซีในราชวงศ์ซ่ง พร้อมกันนั้นก็เป็นเครื่องชี้ให้ทุกคนเห็นว่า ไม่ว่าตระกูลเฉินจะเจริญรุ่งเรืองขนาดไหน แต่ก็ไม่มีวันลืมสหายเก่า!

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้จัดการโดยเฉินฮ่าว

เขาสามารถจัดให้แขกสำคัญที่มีฐานะสูงเข้ามาก่อนก็ได้ แต่เฉินฮ่าวรู้ว่าทำแบบนั้นจะทำให้เหมือนว่าตระกูลเฉินแบ่งแยกแขกตามฐานะต่าง ๆ เขาจะปล่อยให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นไม่ได้

หากเกิดอะไรเช่นนั้นขึ้น เฉินฮ่าวรู้ว่าท่านพี่เฉินซีเองก็คงไม่ชอบใจ

ในสายตาเฉินฮ่าวแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะมีฐานะสูงส่งขนาดไหน จะมีใครเหนือกว่าพี่เฉินซีได้บ้าง? ไม่ว่าจะแข็งแกร่งขนาดไหน มีใครที่แกร่งกว่าเฉินซีด้วยหรือ?

ก็เหมือนคำที่บุตรชายของผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในอาณาจักรแห่งหนึ่งบนโลกมนุษย์เคยกล่าวไว้ว่า ข้าคบสหายไม่แบ่งรวยจน เพราะไม่มีใครร่ำรวยไปมากกว่าข้าได้แล้ว!

แม้จะเย่อหยิ่ง แต่ก็ใช้หลักการเดียวกัน!

ไม่นาน แขกกลุ่มที่สองก็มาถึง คือผู้บ่มเพาะพลังนิกายกระบี่เก้าเรืองรองแห่งแดนภวังค์ทมิฬ เจ้านิกายเวินหัวถิง ผู้อาวุโสเลี่ยเผิง และศิษย์พี่หญิงชายของเฉินซีจากยอดเขาจรัสตะวันตกล้วนมากันหมด

ถึงแม้ว่าของขวัญจากเวินหัวถิงและคนอื่น ๆ ก็ยังดูด้อยกว่าในสายตาศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋า แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรแล้ว

แต่ถ้าสังเกตกันดี ๆ เฉินซีที่มีอำนาจเหนือใครทั้งโลกแต่ยังขาดของขวัญอะไรได้อีก?

ที่ยังมีการมอบของขวัญให้ในวันนี้ก็เป็นเหมือนกันเฉลิมฉลองงานอย่างหนึ่งเท่านั้น

น่าเสียดายที่หลายคนไม่เข้าใจหลักการข้อนี้ ศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าล้วนมองของขวัญเหล่านี้เป็นการแข่งความสามารถ แต่ก็ว่าอะไรพวกเขาไม่ได้ เพราะการที่คนมองมุมต่างกันก็ทำให้มีความคิดแตกต่างกัน

กลุ่มที่สามทำให้หลาย ๆ คนตื่นเต้นขึ้นมา โดยเฉพาะศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋า ได้แต่ยืนมองตาโตกัน

เพราะกลุ่มที่สามคือแขกจากภพเซียน!

เท่าที่ศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋ารู้มา มหาอำนาจสุดยอดที่เพียงแค่มีความสัมพันธ์ธรรมดากับตระกูลเฉินจะไม่ได้ถูกรับเชิญมา เพราะเฉินซีไม่ได้อยากจัดงานแต่งใหญ่โตอะไร

ดังนั้นถึงแม้จะไม่ใช่มหาอำนาจใหญ่ แค่ได้รับเชิญมาเข้าร่วมงานแต่งก็แสดงให้เห็นแล้วว่าตระกูลเฉินยอมรับพวกเขา!

เท่านั้นก็เป็นเกียรติอันสูงสุดแล้ว!

ไม่นาน แขกกลุ่มที่สามก็มาถึง พวกเขาเดินผ่านประตูโค้งมา เป็นราชันเซียนรัตติกาลที่หายตัวไปจากภพเซียนมานานหลายปีเป็นคนเดินนำมา!

ด้านหลังนางคือราชันเซียนดาราวีรบุรุษและยอดฝีมือตระกูลวิหคอมตะ ภพมังกร และภพพุทธองค์ นอกจากพวกเขาแล้วก็ยังมีจ้าวเมิ่งหลี เยี่ยถัง อ๋าวอู๋หมิง เจิ่นลู่ และสหายคนอื่น ๆ ที่เคยเป็นเพื่อนศิษย์ของเฉินซีสมัยอยู่สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋า

ศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าเห็นแล้วก็ตกตะลึง ไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจแค่ไหน แต่พอเห็นยอดฝีมือจากภพเซียนก็ให้รู้สึกเคารพนับถือพวกเขาขึ้นมา

ทว่างานแต่งในวันนี้ไม่ใช่เช่นนั้น

เพราะผู้บ่มเพาะราชวงศ์ซ่งเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามา กลุ่มที่สองมาจากแดนภวังค์ทมิฬ กลุ่มที่สามมาจากภพเซียน และกลุ่มที่สี่จากยมโลก….

แค่ดูลำดับเหล่านี้อย่างเดียวก็ไม่สามารถจัดลำดับฐานะได้แล้ว

แต่ถ้าดูให้ดีก็จะเห็นว่าเมื่อแขกแต่ละกลุ่มกำลังเดินทางเข้ามา ยิ่งลำดับต่อมาก็ยิ่งมีฐานะไม่ธรรมดามากขึ้น

เช่นกันกับกลุ่มที่ห้าที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่ ทำให้รอบข้างเงียบสนิทไปทีเดียว

ตระกูลเชินถูแดนเทพโบราณ เทพธิดาแห่งอารามไท่ชู จ้าวเอกภพมสิหิม ตระกูลเย่แห่งนิรันดร์กาล ตระกูลเล่อ ตระกูลจวนอวี๋ ตระกูลอวี๋ชิว….

ทั้งหมดล้วนเป็นทวยเทพที่ศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าไม่เคยได้ยินชื่อหรือเห็นมาก่อน แต่วันนี้กลับลงมายังภพเซียนได้ คิดดูแล้วจะเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน?

ก็เหมือนกับยอดฝีมือแห่งภพเซียนลงไปยังภพมนุษย์ เห็นได้ชัดว่ามีผลกระทบน่าตกใจมากเพียงไหน

พริบตานั้น ศิษย์ทั้งหลายก็นิ่งอึ้งไปจนเสียความสุขุม อย่างไรในใจพวกเขาก็มองราชันเซียนเป็นที่สุดแล้ว จะไปคิดฝันได้อย่างไรว่าจะได้เห็นเหล่าทวยเทพมาปรากฏตรงหน้ามากมายเช่นนี้ได้?

ทั้งยังไม่ใช่น้อย ๆ เลย….

ศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋ารู้ซึ้งถึงพลังและอำนาจของเฉินซีดีกว่ามีอิทธิพลไปไกลทั่วจักรวาล แต่ก็ไม่เคยได้เห็นกับตาขนาดนี้ พอได้เห็นยอดฝีมือแดนเทพโบราณลงมายังภพเซียนเพื่อแสดงความยินดีแก่เฉินซี มันจึงเป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาจะจดจำไว้ไม่มีวันลืม

ในขณะที่แขกกลุ่มที่ห้าเดินทางมาถึง ยอดฝีมือแดนเทพโบราณก็ทำเอาทุกคนตกตะลึง ทำให้ศิษย์สำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋าเงียบสนิท

ยอดฝีมือแดนเทพโบราณทั้งหลายต่างรู้หน้าที่ตนเองดี รู้ว่าต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจยามอยู่ในเขตตระกูลเฉิน ดังนั้นจึงพยายามกดกลิ่นอายตนเอาไว้ ไม่ได้แผ่กลิ่นอายดุดันออกมาแต่อย่างไร

กระนั้นการมาถึงของพวกเขาก็ทำให้คนอื่นรู้สึกกดดันและหวาดกลัวขึ้นมาจากก้นบึ้งได้อยู่ดี

ตอนนี้กระทั่งเฉินฮ่าวยังดูประหลาดใจอยู่บ้าง แต่พริบตาเดียวก็คืนความสุขุมกลับมาแล้วเดินไปต้อนรับพวกเขา

เมื่อจัดการเรื่องยอดฝีมือแดนเทพโบราณเสร็จแล้ว เฉินฮ่าวก็พูดกับชิวเสวียนซูผ่านกระแสปราณ “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? จำได้ว่าพี่ใหญ่สั่งไว้ว่าจัดกันแบบเงียบ ๆ นี่นา เหมือนตอนนั้นจะไม่ได้เชิญคนมามากขนาดนี้นะ”

ชิวเสวียนซูหัวเราะแห้งทันใด “คิดหรือว่าข่าวการแต่งงานของอาจารย์อาจะปิดบังคนอื่นเขาได้? อยากจัดให้เล็กอย่างไรก็คงไม่ได้หรอก”

ระหว่างที่พูด ชิวเสวียนซูก็เหลือบมองยอดฝีมือแดนเทพโบราณ “ดูเข้าสิ มีคนไหนสนิทกับอาจารย์อาบ้าง? อาจจะเป็นส่วนน้อยที่ได้รับคำเชิญมา แต่ถ้าสืบเอาสักหน่อย คนอื่นก็คงรู้เรื่องงานแต่งได้ไม่ยาก”

เฉินฮ่าวชะงักไป จากนั้นก็หัวเราะแห้งให้ “เช่นนั้นเราก็คงทำอะไรไม่ได้”

แต่เขาก็เข้าใจคนพวกนั้นได้ อย่างไรเรื่องที่พี่ชายเขาไปก่อไว้ในแดนเทพโบราณก็เป็นเรื่องใหญ่นัก ถึงขนาดชิงเอาตำแหน่งเทวราชาแห่งจักรวาลมาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ว่าจะทำอะไรล้วนแต่ตกอยู่ในเป้าสายตาคนอื่น จะปิดบังอะไรก็ทำได้ยาก

อีกทั้งข่าวเรื่องการแต่งงานก็ไม่ได้ปิดกันเป็นการเป็นงานขนาดนั้น ดังนั้นวันนี้จึงมีแขกมามากกว่าที่คิดไว้

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]