แม้ว่าทุ่งราบสุดอุดรนั้นมันจะมีชื่อเป็นทุ่ง แต่แท้จริงมันเป็นเพียงแค่ที่ราบสุดรกร้าง
พื้นที่ของมันนั้นสุดแสนกว้างใหญ่โดยมีสัตว์อสูรดุร้ายอยู่ทุกหนแห่ง
ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในดินแดนนี้จะต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่เสมอ
แต่มันก็เพราะเช่นนั้นเองที่ทำให้คนในพื้นที่นี้ป่าเถื่อนและดื้อรั้นกว่าคนแดนอื่นๆ คิดจะฆ่าสังหารกันก็ฆ่าลงง่ายๆ
มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด
ที่แห่งนี้มันเป็นดินแดนที่ผู้คนรวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์และเพื่อฆ่าสังหารกันเอง
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นเมื่อมีสัตว์อสูรบุก พวกเขาทั้งหลายก็จะทิ้งความแค้นใดๆ ช่วยกันต่อต้านเหล่าสัตว์อสูร
ชุมเก้าสายนี้เองก็เป็นหนึ่งในดินแดนเช่นนั้น
แดนเหนือนั้นมันเป็นพื้นที่สุดกว้างไกล อากาศของดินแดนนี้มันสุดแสนจะเย็นเยือกจนแทบทำให้ผู้คนแข็งตาย
แม้จะเป็นผู้มีพลังบ่มเพาะถึงอาณาจักรเทพถ่องแท้ แต่พวกเขาทั้งหลายเองก็ยังรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็น
ที่แห่งนี้มันคือดินแดนของแนวคิดแห่งน้ำแข็งอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายจึงจะเข้าใจถึงแนวคิดนี้ได้ตั้งแต่เกิด
เพราะฉะนั้นเหล่านักยุทธที่เริ่มฝึกตนทั้งหลายจึงจะมีแนวคิดแห่งน้ำแข็งเป็นฐานผสานกับแนวคิดอื่น ทำให้คนในแดนนี้มีอย่างน้อยๆ สองแนวคิดติดตัวเสมอ
และในเวลานี้ ณ โรงเตี๊ยมน้อยๆ ในชุมเก้าสายมันได้มีนักยุทธมากมายนั่งดื่มกินอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มน้อยๆ
นี่มันคือชีวิตปกติของคนแดนนี้ พวกเขาจะใช้เวลาว่างดื่มสุราแรงๆ และพูดคุยถึงเรื่องราวของทุ่งราบสุดอุดรนี้
เพราะฉะนั้นโรงเตี๊ยมต่างๆ จึงมีความคับคั่งมาก
ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งได้เดินเข้ามาพร้อมด้วยเสื้อขนหนาแต่หลังจากยืนมองซ้ายมองขวาอยู่นานพวกเขาก็ไม่อาจจะหาโต๊ะว่างในโรงเตี๊ยมน้อยๆ นี้ได้จนได้แต่แสดงสีหน้าเหนื่อยใจออกมา
หญิงสาวนั้นชี้ไปที่โต๊ะหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้น “ท่านพี่ ดูสิ! โต๊ะนั้นมีคนนั่งแค่สองคนเอง ทำไมเราไม่เข้าไปขอนั่งกับพวกเขาด้วยเล่า?”
ในมุมของโรงเตี๊ยมนั้นมันได้มีสองชายหนุ่มกำลังนั่งดื่มกินกันอยู่ คนหนึ่งนั้นห่อหุ้มตัวด้วยผ้าหนาพร้อมร่างกายที่สั่นเทา ส่วนอีกคนนั้นนั่งสบายๆ ด้วยชุดเบาบางราวกับว่าความหนาวนี้ไม่เป็นปัญหาใด
ชายหนุ่มคนนั้นจึงได้พยักหน้ารับ “ไปกัน ไปขอนั่งด้วยดู”
คนทั้งสองจึงได้เดินเข้ามาถึงโต๊ะนั้นก่อนที่จะเป็นฝ่ายชายหนุ่มที่ยกมือขึ้นคารวะอีกฝ่าย “น้องชาย ข้านั้นคือหวู่ซ่งแห่งถนนน้ำทักษิณ นี่น้องสาวข้านามหวู่หลิง เวลานี้โรงเตี๊ยมมันช่างเปี่ยมล้นผู้คนมากเหลือ ข้าจึงคิดสงสัยว่าพวกข้าจะขอร่วมโต๊ะกับพวกเจ้าได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มในชุดเบาบางนั้นยกสุราขึ้นดื่มและกล่าว “เชิญ”
สองพี่น้องที่ได้ยินก็รีบกล่าวขอบคุณพร้อมนั่งลงตรงข้ามคนหนุ่มทั้งสองทันที “น้องชาย ข้าขอสุราเพลิงคลั่งสี่ไห!”
“ได้เลย!”
ไกลออกไปมีเสียงตอบรับจากบริกรของร้าน
ไม่นานสุราเพลิงคลั่งสี่ไหก็ได้มาถึงโต๊ะของพวกเขา ทางหวู่ซ่งที่เห็นก็รีบเปิดฝาไหออกและยกสุราขึ้นดื่มทันที “สดชื่น! ฮ่าๆ… น้องชายท่านนี้ มาร่วมชนไหกันหน่อย!”
ชายหนุ่มที่ตรงข้ามของเขาจึงได้ยกจอกของตนขึ้นมาแสดงท่าคารวะและยกสุราขึ้นจิบ
เมื่อหวู่หลิงได้เห็นท่าทางไม่ยอมคบคนเช่นนั้นนางจึงได้แต่เบะปากออกมา “วางท่า!”
หวู่ซ่งที่ได้ยินจึงหัวเราะขึ้นกลบเสียงนางทันที “น้องชาย อย่าได้ว่านางเลยนะ น้องข้ามันเป็นคนพูดอะไรไม่คิดเช่นนี้แหละ พวกเจ้าทั้งสองมีนามว่าอย่างไรกันหรือ?”
“จี้ฉิงหยุน!”
“หนิงเทียนปิง!”
คนทั้งสองตอบกลับมา
แน่นอนว่าคนทั้งสองนี้ย่อมจะเป็นเย่หยวนและหนิงเทียนปิงที่แดนทางข้ามผ่านเขาแห่งถงเทียนขึ้นมาถึงแดนเหนือนี้
ตอนนี้เวลามันผ่านไปกว่าห้าสิบปีแล้วตั้งแต่ที่ซุนชิงหลิงและพวกได้เดินทางไปถึงเมืองจักรพรรดิอินทรีสวรรค์
หนึ่งนายหนึ่งบ่าวนี้ได้เดินทางผ่านเรื่องราวมากมายจนในที่สุดก็มาจนถึงทุ่งราบสุดอุดรนี้เมื่อครึ่งปีก่อน
แต่พวกเขานั้นไม่ได้ลงมืออย่างรีบร้อนใดๆ เพราะด้วยกำลังของพวกเขาแล้วต่อให้จะบุกเจ้าหอเมฆาน้ำแข็งไปในเวลานี้มันก็คงไม่อาจจะช่วยเหลือลู่เอ๋อใดๆ ได้
โชคยังดีที่เย่หยวนได้ยืนยันแล้วว่าลู่เอ๋อยังปลอดภัยอยู่ในเวลานี้ ทำให้เขาไม่รู้สึกรีบร้อนและมีเวลาค่อยๆ วางแผนการช่วย
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมเทพโอสถ
DDD...