จ้าวเทียนยืนอยู่บนท้องฟ้าจ้องมองลงไปที่วังวนโลหิตขนาดยักษ์เบื้องล่าง เสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ของเขาลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงสีทองโชติช่วง ปลดปล่อยออร่าจอมราชันแห่งยุคสั่นสะเทือนสวรรค์และปฐพี
“ ช่างเป็นวาจาที่อหังการยิ่งนัก นี่เขากล้าท้าทายราชันเทพมารผู้ทำลายยุคสมัยบรรพกาลจริงๆงั้นรึ ”
“ นั่นซิ พูดออกไปแบบนั้น มันก็ไม่ต่างจากบอกให้อีกฝ่ายไสหัวออกมารับความตายเลยไม่ใช่เหรอ ”
“ แย่แล้ว รีบเร่งมืออพยพสิ่งมีชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดในแดนสุขาวดีเร็วเข้า ก่อนที่มันจะสายเกินไป ”
ทั้งเทพีอามาเทราสุและเทพโอซีริส รวมไปถึงผู้นำฝ่ายมหาอำนาจอื่นๆหันไปสั่งการกองกำลังของตนอย่างร้อนรน ทั้งสีหน้าและแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความพรั่นพรึง ราวกับสัมผัสได้ถึงเคียวยมทูตวางพาดอยู่บนลำคอก็ไม่ปาน
เดิมทีตัวแทนมหาอำนาจทั้งหมด ไม่ได้คาดหวังว่าจ้าวเทียนจะรีบเปิดศึกรวดเร็วขนาดนี้ พวกเขายังมีความคิดที่จะสร้างเขตอาคมผนึกแดนสุขาวดี กักขังราชันเทพมารเอาไว้ชั่วคราว เพื่อระดมพลกองทัพจากทุกฝ่ายด้วยซ้ำ
“ จักรพรรดินีหลินซินเยว่ ท่านเองก็รู้ถึงความอันตรายของเรื่องนี้ดี เหตุใดจึงปล่อยให้เขาทำเช่นนั้น ” บรรพชนศักดิ์สิทธิจากโลกทิพย์แห่งแสงรีบกล่าวเตือนขึ้นเบาๆ เนื่องจากทั้งสองคบหาเป็นสหายกันมาเนิ่นนาน จึงไม่มีความกดดันแบบคนอื่นๆ
“ไม่ต้องกังวล ศิษย์ข้ารู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ ความคิดของเขาลึกซึ้งกว่าที่พวกเจ้าเข้าใจนัก ” จักรพรรดินีหลินซินเยว่ตอบกลับไปอย่างเฉยชา เสียงของนางเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอันแรงกล้าในตัวจ้าวเทียนอย่างชัดเจน
“ แต่อีกฝ่ายเป็นถึงจอมมารที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ หากไม่ใช่เพราะสิบจักรพรรดิเทพบรรพกาลในอดีต ยอมเอาชีวิตตนเองเข้าแลกจักรวาลก็คงพังพินาศไปแล้ว ศิษย์เจ้าเพียงผู้เดียวจะรับมือไหวงั้นรึ ”
นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ต้องเข้าใจว่าจักรพรรดิเทพยุคบรรพกาลแข็งแกร่งกว่ายุคสมัยปัจจุบันหลายเท่า โดยเฉพาะผู้ซึ่งอยู่ในสามอันดับแรก
ดูจากการที่โฮ่วอี้แค่เพียงส่งร่างอวตารระดับเทพโลกาเข้ามา ก็สามารถสะกดจนมหาเทพอวี่หวงไม่กล้าเคลื่อนไหวระยะเวลาหนึ่ง มันเป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี
แล้วราชันเทพมารอเวจี ที่เคยเผชิญหน้ากับสิบจักรพรรดิเทพบรรพกาลพร้อมกันด้วยตัวคนเดียว ทั้งยังสังหารไปได้ถึงแปดองค์ล่ะ พลังของมันจะน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน แม้แต่ผู้ที่ใจร้อนวู่วามอย่างเห้งเจีย ยังไม่กล้าบุกเดี่ยวเข้าไปแก้แค้นให้พระถังซัมจั๋งเลย
ส่วนทางฝ่ายจักรพรรดินีหลินซินเยว่ เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้นก็ส่ายหน้าเล็กน้อย นางเลือกที่จะใช้ความเงียบแทนคำตอบ เพราะบางสิ่งบางอย่างต้องให้เห็นด้วยตาตนเองถึงจะเชื่อ พูดมากไปก็มีแต่มากความ
“ หืม ถึงขนาดนี้แล้วยังไม่กล้าปรากฏตัวออกมาอีกงั้นรึ ดูเหมือนการเสียสละของพระถังซัมจั๋งและพระโพธิสัตว์ท่านอื่นๆ จะไปหยุดยั้งไม่ให้แกฟื้นพลังโดยสมบูรณ์สินะ ” จ้าวเทียนพูดเสียงเย็นชา ก่อนจะยื่นฝ่ามือออกไป
วิ้งงง! ครืนนน!
กงจักรเปลวเพลิงขนาดยักษ์ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิของมันทำให้ห้วงมิติหลอมละลาย ความว่างเปล่าตรงหน้าฉีกขาด เหมือนแผ่นน้ำแข็งบางๆถูกตัดด้วยคมมีดอันร้อนแรง
ทันใดนั้น
โฮกกกก! บูมมม!
ราวกับเป็นการตอบโต้จ้าวเทียน เสียงกู่ร้องคำรามดังสะท้านสะเทือนสวรรค์และปฐพี มันมาพร้อมกลิ่นอายความบ้าคลั่ง ดุร้าย กระหายเลือด ออร่าสีดำทะมึนระเบิดออกมา ทำให้ท้องฟ้ามืดลงราวกับเป็นคืนเดือนดับ ไม่มีแม้แต่แสงตะวันหรือแสงดารา
ในเวลานี้ นับประสาอะไรกับสิ่งมีชีวิตปุถุชน แม้แต่เทพโลการะดับเก้าหรือพระโพธิสัตว์ขั้นสูง ก็ยังจิตวิญญาณสั่นไหว รู้สึกหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ ร่างกายของพวกเขาเย็นเฉียบดุจหิมะ ทั้งเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“ คิดจะข่มขู่ฉัน? ”
สิ้นเสียง จ้าวเทียนก็กดฝ่ามือลง ทำให้กงจักรเปลวไฟบรรลัยกัลป์หมุนควงสว่านลงไป อานุภาพการโจมตีครั้งนี้อยู่เหนือขอบเขตจักรพรรดิขั้นสูงสุดอย่างแน่นอน
“ แย่แล้ว รีบเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดออกไปเร็ว ” เมื่อเห็นลูกน้องได้รับผลกระทบจากพลังของราชันเทพมาร เหล่าผู้นำมหาอำนาจก็พากันลงมือด้วยตนเอง เกิดเป็นลำแสงสีรุ้งมากมายกวาดไปมารอบๆแดนสุขาวดี
พริบตาเดียวทั้งวัดวาอาราม คลังสมบัติและสวนโอสถล้ำค่า รวมไปถึงเหล่าสรรพชีวิตทั้งมวลที่เหลืออยู่ล้วนถูกเก็บกู้ไปจนหมดสิ้น จากนั้นพวกเขาก็นำขุมกำลังฝ่ายตนเปิดช่องว่างมิติหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยงงง! ตูมมมมม!
วังวนโลหิตขนาดยักษ์แปรเปลี่ยนคมหอกพุ่งทะลวงใส่กงจักรเปลวเพลิง จนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ท้องฟ้าพังทลาย ห้วงมิติที่แบ่งแยกแดนสุขาวดีออกจากโลกภายนอกถูกลบหายไปในอึดใจเดียว
“ เสมอกันงั้นรึ ร้ายกาจกว่าที่คาดไว้อีก ” จ้าวเทียนเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ขนาดราชันเทพมารอเวจียังฟื้นพลังไม่สมบูรณ์ ก็มีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับร่างอวตารของเขาแล้ว หากปล่อยให้อีกฝ่ายได้ดูดกลืนสิ่งมีชีวิตต่อไปคงไม่ดีแน่
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จุติใหม่มหาเทพตี้เทียน