“หญิงผู้นี้ เจ้าเป็นคนพาเข้ามาเอง เรามิอาจล่วงรู้ว่านางเป็นผู้ใดกันแน่ ดังนั้น เจ้าจงไปจัดการเรื่องนี้เองเถิด”
“แต่ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ไปถามนางมาแล้ว นางมิยอมรับสิ่งใดเลย ก่อนจากมาหม่อมฉันได้กำชับนางไว้ ให้เวลาสามวัน หากยังไม่ยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง หม่อมฉันคิดว่าจะส่งนางให้กรมราชทัณฑ์สอบสวนต่อไป เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อย หม่อมฉันจึงมาขอประทานความคิดเห็นจากฝ่าบาทเพคะ”
ฮ่องเต้วางพู่กันในมือลง แล้วถามอย่างไม่รีบร้อนว่า
“นับแต่นางเข้ามาอยู่ในจวนอวี้อ๋อง นางเคยเรื่องที่ทำร้ายอวี้เอ๋อร์หรือไม่?”
ฉางกุ้ยเฟยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ “มิเคยเพคะ แต่ว่านางไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าพบอวี้เอ๋อร์เลย ดังนั้น ตอนนี้อวี้เอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้เงยพระหัตถ์ขึ้นมองนาง “ปัง” ทันใดนั้น เขาก็ตบโต๊ะอย่างแรง พร้อมตะโกนด้วยความโกรธว่า
“เจ้าว่ากระไรนะ? ไม่ให้ใครพบเจออวี้เอ๋อร์? แม้แต่เจ้าผู้เป็นแม่ ก็มิอาจพบหน้ารึ?”
ฉางกุ้ยเฟยย่อกายลงเล็กน้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเจือความหวาดกลัว
“เพคะ หม่อมฉันโง่เขลา คิดเพียงว่าขอเพียงนางดูแลอวี้เอ๋อร์อย่างดีก็เพียงพอแล้ว หลายปีมานี้อวี้เอ๋อร์เคียดแค้นหม่อมฉันที่ไม่เคยทูลขอความช่วยเหลือให้แก่เขา จึงไม่ยินยอมพบหน้า หม่อมฉันคิดว่าหากไม่ให้พบก็ช่างเถิด แต่ใครจะคาดคิดว่าเมื่อสองวันก่อน ป้าสะใภ้ของนางจะมาหาหม่อมฉันพร้อมยื่นฎีกา หม่อมฉันจึงเริ่มสงสัยในตัวตนของนาง หม่อมฉันไตร่ตรองไม่รอบคอบ ขอฝ่าบาททรงลงทัณฑ์ด้วยเพคะ”
“หึ!”
ฮ่องเต้โกรธขึ้นมา ตวาดเสียงเย็นชาทันทีว่า “เจ้าเป็นแม่ของอวี้เอ๋อร์ เจ้าไม่เจอหน้าเขา เจ้ากลับไม่สงสัยเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่ได้เป็นห่วงเขาอย่างแท้จริง เจ้าทำให้เราผิดหวังยิ่งนัก”
“หม่อมฉันผิดไปแล้ว โปรดทรงอภัยให้หม่อมฉันด้วย แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบตัวตนของสุ่ยลั่วหลันผู้นี้ หม่อมฉันสงสัยว่า นางอาจแฝงตัวเข้ามาใกล้ชิดอวี้เอ๋อร์ แล้วหาทางเข้าวังมาด้วยจุดประสงค์อื่น เกรงว่าจะเป็นภัยต่อฝ่าบาท เรื่องนี้หม่อมฉันมิกล้าดูเบา จึงขอให้ฝ่าบาทตัดสินเพคะ”
เมื่อนางกล่าวจบ แววตาของฮ่องเต้ก็ฉายแววเย็นชาเยียบ ราวกับจะเย้ยหยัน
เขาลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลังและเดินวนเวียนไปมาภายในห้องทรงพระอักษร ฉางกุ้ยเฟยยืนนิ่งอยู่กับที่ รอคอยเขาเอ่ยปาก
รอยยิ้มชั่วร้ายเจือความสมใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางเป็นระยะ นางครุ่นคิดมาตลอดถึงการกำจัดสุ่ยลั่วหลันให้สิ้นซาก ทว่าลงมือไปสองครั้งกลับไม่สำเร็จ
คำพูดของฉางกุ้ยเฟยทำให้ฮ่องเต้เงียบงัน ตั้งแต่โบราณมาฮ่องเต้ล้วนขี้ระแวง สุ่ยลั่วหลันผู้นี้ช่างเป็นคนที่เต็มไปด้วยปริศนา ตัวนาง มีเรื่องที่น่าสงสัยมากมายเหลือเกิน
ต่อให้นางจะเป็นบุตรีตระกูลผู้ดีมีฐานะในเมืองหลวง ก็ไม่ควรจะรอบรู้มากมายถึงเพียงนี้ ทั่วทั้งแคว้นต้าหนิง นางนับเป็นสตรีคนแรกที่เจนจัดในวิชาแพทย์ เป็นคนแรกที่สามารถร่ายรำไปพร้อมกับดีดพิณ และเป็นคนแรกที่เอ่ยถ้อยคำใดก็กลายเป็นบทกลอน ยิ่งไปกว่านั้น จากที่ข้ารับใช้รายงาน บทกลอนที่นางเอ่ยออกมาอย่างไม่ทันคิด กลับเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้านร้านตลาด ทั้งยังถูกนำไปขับขานกันอย่างแพร่หลาย
การพูดจาและการวางตัวของนาง ไม่เหมือนผู้หญิงบ้านนอกเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้ ในฐานะฮ่องเต้ เขาก็สงสัยมานานแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับไม่เคยสงสัยในชาติกำเนิดของนางเลย และยังเคยพบนางเป็นการส่วนตัวหลายครั้งอีกด้วย
เมื่อนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้ เหงื่อก็ผุดขึ้นทั่วร่างฮ่องเต้ หากนางเป็นสายลับที่ศัตรูส่งมาเล่า ป่านนี้ข้าคงถูกลอบสังหารไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
เขาอดคิดไม่ได้ว่า สาเหตุที่ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ลงมือกับเขาก่อนหน้านี้ อาจเป็นเพราะยังหาทางหนีทีไล่ไม่เจอ ดูท่าว่าครั้งนี้ เขาจะต้องสืบเรื่องของผู้หญิงคนนั้นให้ดีเสียแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ถอนหายใจยาว และเอ่ยช้า ๆ ว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เวลานางสามวัน รอดูว่านางจะทำอย่างไร แต่เราอยากให้เจ้าไปดูอวี้เอ๋อร์ เขาเป็นตายร้ายดียังไงเราต้องรู้ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นลูกของเรา แม้ว่าเราจะกักบริเวณเขา แต่ก็ไม่หวังให้เขาตายโหงตายห่า”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักท่านอ๋องตัวร้าย
บทที่เคยปลดล็อกด้วยเหรียญไปแล้ว ทำไมกลับมาอ่านซ้ำไม่ได้...
เติมเหรียญแล้วแต่ปลดล็อกไม่ได้...