อาไฉ่และอาหงเห็นนางออกมาก็รีบเข้าไปหา แล้วกระซิบถามว่า
“หวังเฟย ไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ?”
ลั่วหลันส่ายหน้าเบา ๆ ตอบว่า
“ไม่เป็นไร พักที่นี่ก่อน”
อวี้มามาหันกลับไปมองทั้งสามคนที่หยุดยืนอยู่แล้วพูดเสียงเย็นชาว่า
“หวังเฟยโปรดตามบ่าวไปพักผ่อนด้วยเจ้าค่ะ”
ลั่วหลันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินตามหลังอวี้มามาไป
อวี้มามาพาพวกนางไปอยู่ที่ตำหนักเต๋อหนิงเรือนปีกตะวันตก จัดนางกำนัลสองคนคอยรับใช้ จากนั้นก็จากไป
เวลายังเช้าอยู่ ลั่วหลันจึงนั่งดื่มน้ำชาอยู่ที่โต๊ะ นางกำนัลสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูดูเหมือนจะพร้อมรับคำสั่งและรอรับใช้ แต่จริง ๆ แล้วพวกนางกำลังสอดแนมลั่วหลันอยู่
อาไฉ่เดินไปปิดประตูอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ ลั่วหลันด้วยสีหน้าบึ้งตึง พึมพำว่า
“นี่มันชัดเจนว่าจงใจส่งคนสองคนมาคอยเฝ้าจับตาดูเราชัด ๆ เราไม่ใช่ผู้ร้ายเสียหน่อย ทำไมต้องถูกพวกนางคอยจ้องราวกับเราเป็นนักโทษด้วยเล่า?”
อาหงขมวดคิ้ว ถลึงตาใส่นาง “พูดมากจริง ตั้งแต่พวกเราออกจากประตูจวนอวี้อ๋องก็ถูกคนจับตาดูแล้ว ตอนนี้มาถึงตำหนักเต๋อหนิง ไม่มีคนเฝ้าสิแปลก เจ้าจะตกใจอะไรนักหนา”
อาไฉ่กลับบ่นงุบงิบ ริมฝีปากคว่ำลง “พวกนางมาเฝ้าอยู่ที่นี่ แล้วพวกเราจะออกไปได้ยังไง? พวกเราจะอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้กระมัง?”
เมื่อได้ยินเด็กสาวคนนี้พูดพร่ำเพรื่อไม่หยุด ลั่วหลันจิบชาเบา ๆ แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า
“ฉางกุ้ยเฟยไม่ได้บอกให้พวกนางจับตาดูเรา ดังนั้นเราจึงเข้าออกได้อย่างอิสระ เดี๋ยวพวกเราจะออกไปเดินเล่นกัน แม้ว่าใกล้จะถึงฤดูหนาวแล้ว แต่ทิวทัศน์ในสวนหลังของพระราชวังน่าจะไม่เลวเลยทีเดียว”
อาหงพยักหน้าอย่างรู้ทัน “หวังเฟยพูดถูกแล้ว ออกจากห้องนี้ไป จะสลัดเด็กสาวสองคนนั้นให้หลุดพ้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก!”
ลั่วหลันกระพริบตาอย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อดูเวลาแล้ว เหลืออีกหนึ่งชั่วยามก็จะถึงยามเหม่า นางจึงพูดกับอาไฉ่และอาหงว่า
“ไปเถิด พวกเราออกไปเดินเล่นกัน”
ทันทีที่สิ้นเสียง นางก็เดินมาที่ประตูและเปิดออก
นางกำนัลสองคนที่ประจำอยู่หน้าประตูเห็นนางเดินออกมาก็รีบค้อมตัวคำนับ “อวี้หวังเฟยมีสิ่งใดจะรับสั่งหรือเจ้าคะ?”
ลั่วหลันกระแอมไอ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า
“ไม่มีอะไร ที่นี่อึดอัดเกินไป จะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย”
นางกำนัลคนหนึ่งรีบพูดกลับไปว่า
เอาตัวมาติดร่างแห…
ลั่วหลันคิดว่าคำนี้ช่างเหมาะสมกับสถานการณ์นัก
นางมองเขา เผยรอยยิ้มสดใสราวแสงอาทิตย์ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงแผ่วเบาว่า
“เรื่องทุกอย่างยังไงก็ต้องมีทางแก้ไข แทนที่จะรอให้ฝ่าบาททรงมีราชโองการ ส่งตัวข้าให้กรมราชทัณฑ์มาจัดการ ข้าก็มาที่นี่ด้วยตัวเองเพื่อขอรับผิดจะดีกว่า”
“ท่านช่างปลงตกได้ดีจริง ๆ”
เหลิ่งซีใช้มือข้างเดียวเท้าคาง มองดูสายน้ำเล็กที่ไม่ไกลออกไป แล้วพึมพำกับตัวเองว่า
“คนในราชวงศ์ช่างไร้หัวใจจริง ๆ ถึงแม้ท่านจะไม่ยอมให้พวกเราได้พบกับพี่สี่ แต่ท่านก็ไม่เคยทำร้ายพี่สี่ของข้าเลยสักครั้ง อีกทั้งยังดูแลจวนอวี้อ๋องได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำไมถึงต้องมีคนคอยสงสัยในตัวตนของท่านด้วย? ท่านก็แค่มีความสามารถมากกว่าคนอื่นหน่อยเท่านั้นเอง มันมีอะไรไม่ดีตรงไหน? ผู้หญิงที่มากความสามารถหายากจะตายไป เฮ้อ!”
เมื่อได้ฟังเขาถอนหายใจระบายความรู้สึกออกมา ลั่วหลันพลันรู้สึกว่าเขาน่ารักอยู่ไม่น้อย วาจาของเขาช่างแทงใจดำยิ่งนัก คนในราชวงศ์ ช่างไร้หัวใจเสียจริง
นางก้มหน้ายิ้มขมขื่น พลางทอดสายตาตามเขาไป ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยบ่นว่า
“ใช่แล้ว! ใคร ๆ ต่างก็ว่าศิลปะยิ่งมากยิ่งมากคุณ แต่ทำไมกับราชวงศ์ของพวกเจ้าถึงกลายเป็นโทษทัณฑ์ไปได้? หรือสตรีที่แต่งเข้าวังควรจะเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญากระนั้นหรือ?”
“แต่ท่านเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา กลับมีฝีมือมากมายถึงเพียงนี้ จะไม่ให้ผู้คนสงสัยได้อย่างไรเล่า แต่ข้าไม่สงสัยท่านหรอก ข้าคิดว่าแม้ท่านจะเกิดในชนบท แต่จะต้องมีประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่ เช่น ท่านอาจเคยพบเจอผู้มีวิชาอาคมแก่กล้าชี้แนะ หรือตอนที่ท่านขึ้นเขาไปหาของป่า อาจได้พบเจอเซียนชี้ทางให้ หรือว่า…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักท่านอ๋องตัวร้าย
บทที่เคยปลดล็อกด้วยเหรียญไปแล้ว ทำไมกลับมาอ่านซ้ำไม่ได้...
เติมเหรียญแล้วแต่ปลดล็อกไม่ได้...