โดยปกติแล้ว นางย่อมสามารถนำมีดผ่าตัดออกมาจากห้องผ่าตัด กรีดลงบนถุงใบนั้นให้ขาดวิ่น ก่อนจะแทงเข้าที่คนซึ่งแบกนางอยู่ และหลบหนีไปได้อย่างง่ายดาย ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้น นางกลับเปลี่ยนใจ ไม่อยากทำเช่นนั้นเสียแล้ว เพราะคาดเดาเอาเองว่า ชายที่กำลังแบกนางวิ่งอยู่นี้ หาใช่ผู้บงการตัวจริงไม่
หากอยากสืบให้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่คิดปองร้ายนาง จำต้องไม่รีบร้อนหนีเอาตัวรอดไปก่อน อย่างไรเสีย หากมีอันตรายคืบคลานเข้ามา นางเพียงแค่หลบเข้าไปในห้องผ่าตัด ต่อให้เป็นเซียนเหาะเหินเดินอากาศ ก็มิอาจตามหานางเจอได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ นางก็เก็บมีดผ่าตัดที่กำไว้แน่นในมือลงเสีย เฝ้ารออย่างเงียบงัน ดูว่าชายผู้นี้จะพานางไปที่ใด
ทางด้านหลังนั้นเอง เหลิ่งอวี้กับพวกอีกสองคน ได้แต่เพียงมองตามหลังชายสองคนที่แบกถุงใบหนึ่งเลี้ยวลับเข้าไปในตรอก แม้จะยังไม่แน่ใจว่านั่นคือหลันเอ๋อร์หรือไม่ หากแต่เขาย่อมมิอาจวางใจได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นกับตา
พวกเขาจึงเร่งฝีเท้าติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
เพียงชั่วครู่ ชายสองคนนั้นก็พาลั่วหลันเข้าไปในเรือนแห่งหนึ่ง ประตูรั้วส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดก่อนจะปิดลง ร่างของนางถูกโยนลงบนพื้น
ใช่ พวกเขาใช้วิธีโยน ก้นของนางกระแทกพื้นเจ็บแปลบ ดูเหมือนคนที่แบกนางมานี้ จะไม่รู้จักคำว่าทะนุถนอมเอาเสียเลย
ลั่วหลันสบถด่าด้วยความเจ็บปวด “พวกเจ้าเป็นคนหรือไม่ เบามือหน่อยไม่ได้รึอย่างไร?”
ทันใดนั้น ถุงผ้าที่คลุมศีรษะของนางก็ถูกกระชากออก ลั่วหลันเห็นชายผู้มีสีหน้าบึ้งตึงนั่งอยู่ตรงหน้านาง จึงแค่นหัวเราะเยาะหยันอย่างเย้ยหยัน
“เป็นเจ้าจริงด้วย?”
แท้จริงแล้ว บุรุษที่นั่งอยู่เบื้องหน้าลั่วหลันหาใช่ใครอื่น แต่คือหลิวเวยซึ่งหมายมั่นจะปลิดชีวิตนางเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง
ทว่ายามนี้ หลิวเวยหาได้หวาดเกรงว่านางจะจำตนได้ เพราะวันนี้ นางจำต้องตาย
เมื่อคิดว่าจะต้องลงมือสังหารหญิงสาวผู้นี้ ใจเขากลับบังเกิดความลังเลอยู่บ้าง ด้วยนางเป็นเพียงสตรี ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าอวี้อ๋องและนางต่างมีใจสัมพันธ์อันดีต่อกัน หากเขาลงมือสังหารนางจริง นี่มิเท่ากับเป็นการผูกปมแค้นกับอวี้อ๋องหรอกหรือ?
แต่ราชโองการมิอาจขัดขืน เขาจึงได้แต่ภาวนาในใจ ขอเพียงอย่าให้อวี้อ๋องล่วงรู้ว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของเขาก็พอ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ตอบกลับด้วยใบหน้าที่มืดมน แต่ท่าทางยังคงสงบนิ่งว่า
“ข้าเอง เราได้พบกันอีกแล้ว”
ลั่วหลันมองเขาด้วยแววตาที่ใสกระจ่าง แต่เย็นเยียบ หรี่ตาลงเล็กน้อย และถามอย่างเคร่งขรึมว่า
“ครั้งก่อนเจ้าลอบสังหารข้าไม่สำเร็จ ครั้งนี้จับตัวข้ามา ยังคิดจะฆ่าข้าอีกหรือ?”
“ถูกต้อง”
หลิวเวยพยักหน้าอย่างไม่ปิดบัง ทว่าจู่ ๆ แววตาของเขาก็ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ขณะที่ดวงตาหรี่ลงเพียงชั่วครู่ แม้จะมีความลังเลอยู่บ้าง แต่เขาก็แข็งใจเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นว่า
“วันนี้เป็นวันตายของเจ้า ข้าก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น อย่าได้โทษข้าเลย”
พูดจบ มือขวาของเขาก็ขยับกุมด้ามกระบี่แน่น แววตาพลันเยียบเย็นยะเยือก กระบี่ถูกชักออกจากฝัก ประกายสีเงินวาบผ่าน ทันใดนั้น ลั่วหลันก็เอ่ยถามขึ้นว่า
ทันใดนั้น หลิวเวยก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ประสานมือคำนับพร้อมกับต้าหมิงและเสี่ยวไป๋
“อวี้อ๋อง…”
เหลิ่งอวี้ทอดมองชายทั้งสามตรงหน้า เลื่อนมือออกจากบ่าของลั่วหลัน กอดอก พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นชา
“ใครใช้ให้พวกเจ้ามา?”
หลิวเวยก้มหน้าต่ำ อ้ำอึ้งไม่กล้าเอ่ย ต้าหมิงและเสี่ยวไป๋เองก็หน้าซีดเผือด ไม่มีผู้ใดกล้าตอบคำ
“พูดมา…”
เสียงของเหลิ่งอวี้พลันดังขึ้นกว่าเดิม ทำเอาทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้าสะดุ้งเฮือก ไม่กล้าสบสายตา
ในเวลานี้ แววตาของเขาฉายประกายเย็นเยียบ ดวงตาหนึ่งคู่ที่ลุกโชนราวกับสามารถทะลวงเข้าไปถึงจิตใจคนได้
เมื่อเห็นว่าทั้งสามเงียบงัน เหลิ่งอวี้จึงเอ่ยถามขึ้นมาทันที
“เป็นฝ่าบาทที่สั่งให้พวกเจ้ามาใช่หรือไม่?”
ทันทีที่เขาพูดจบ หลิวเวยและพวกอีกสองคนก็รีบถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตื่นตระหนก “ท่านอ๋อง ข้าน้อยไม่อาจพูดได้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักท่านอ๋องตัวร้าย
บทที่เคยปลดล็อกด้วยเหรียญไปแล้ว ทำไมกลับมาอ่านซ้ำไม่ได้...
เติมเหรียญแล้วแต่ปลดล็อกไม่ได้...