“ไม่เป็นไรใช่ไหม”
ลั่วหลันส่ายหน้าเเละยิ้มบางๆ สีหน้าที่แดงก่ำค่อยๆกลับเป็นปกติ
เมื่อครู่นางใจลอยเล็กน้อย คิดถึงว่าเสี่ยวจื้อจะเคว้งคว้างเพียงใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการซักถามของผู้คนมากมายในวัง ทำให้นางก้าวพลาดเเละเกือบจะล้มลง ถ้าไม่ได้เหลิ่งอวี้ช่วยไว้ นางคงจะขายหน้าเป็นอย่างมาก
ในขณะนั้นเอง เหลิ่งอวี้ก็อุ้มนางขึ้นทั้งตัว ก่อนที่นางจะทันตั้งตัวก็ยัดนางเข้าไปในรถม้า การกระทำนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง
เมื่อเหลิ่งอวี้เตรียมจะขึ้นรถม้า คนรับใช้ที่อยู่ข้างๆกลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย เขาหันกลับไปมองเสี่ยวหลิงจื่อด้วยสายตาเย็นชา เเละถามด้วยเสียงที่เย็นยะเยือกว่า
“มีตาหรือเปล่า ไม่รู้หรือว่าต้องพยุงข้า”
เสี่ยวหลิงจื่อจึงนึกได้เเละวิ่งไปข้างๆ ช่วยเขาขึ้นรถม้า เเละพึมพำเบาๆว่า
“ท่านอ๋องฝีมือคล่องเเคล่ว สามารถอุ้มพระชายาด้วยมือเดียว เรื่องเล็กน้อยอย่างการขึ้นรถม้าจำเป็นต้องให้ลูกน้องมาช่วยด้วยหรือ
“หืม?”
เหลิ่งอวี้หันกลับไปมองเขาด้วยสายตาเย็นชา มุมปากยกขึ้น เเละถามเสียงเข้มว่า
“มีอะไรไม่เหมาะสมหรือ”
“ไม่มีไม่มี”
เสี่ยวหลิงจื่อรีบทำหน้ายิ้มเเย้ม เเละตอบอย่างร่าเริงว่า
“ไม่มีอะไรไม่เหมาะสม แค่รู้สึกว่าลมวันนี้หวานเล็กน้อย เเละคันคอนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
เมื่อเขาพูดจบ คนรับใช้ที่อยู่ในที่นั้น เอามือปิดปากแอบหัวเราะ เหลิ่งอวี้กวาดสายตามองพวกเขา ขมวดคิ้วเเละพูดเสียงเข้มว่า
“กล้าหัวเราะเยาะข้า วันนี้กลับมาทั้งหมดต้องยืนหันหน้าเข้ากำแพงหนึ่งชั่วยาม”
พูดจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นรับลมเเละยิ้มเบาๆสะบัดชายเสื้อพลางขึ้นรถม้าอย่างภาคภูมิใจ ทิ้งให้เสี่ยวหลิงจื่อเเละคนอื่นๆมองหน้ากันอยู่ข้างล่าง
เมื่อนั่งอยู่ในรถม้า ลั่วหลันอดไม่ได้ที่จะต่อว่า
“ท่านน่ะ เอาเเต่ขู่พวกเขา ต่อไปต่อหน้าพวกเขาควรจะสงบเสงี่ยมบ้าง เพื่อไม่ให้พวกเขาหัวเราะเยาะ”
“ทำไมต้องสงบเสงี่ยม”
เหลิ่งอวี้ยื่นมือออกไปจับมือของนางไว้ในมือ ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “มีภรรยาเช่นนี้ อวดก็ยังไม่ทัน ทำไมต้องสงบเสงี่ยม”
ลั่วหลันเม้มปาก ยิ้มอย่างจนปัญญา จากนั้นถามเสียงเบาว่า
“เมื่อกี้ได้ยินอาหงพูดว่า ในวังมีหมอหลวงสองท่านและขุนนางสำคัญสองท่านถูกตัดขาสองข้างในชั่วข้ามคืน เเละอีกฝ่ายยังทิ้งชื่อไว้ด้วย ชื่ออะไร : ฉงเซิงถัง เรื่องนี้ท่านรู้หรือไม่”
เหลิ่งอวี้ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เเววตาหม่นหมองปรากฏออกมา จากนั้นก็หัวเราะเบาๆอย่างเย็นชาว่า
“คนทำชั่วฟ้าดินย่อมลงโทษ พวกเขาทำร้ายประชาชน ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย คิดที่จะร่วมมือกับกบฏ การถูกตัดขาเป็นเพียงคำเตือน พวกเขาตายไปก็สมควรเเล้ว”
อะไรนะ
เมื่อเขาพูดเช่นนั้น ลั่วหลันรู้สึกเหมือนเลือดทั้งตัวพุ่งขึ้นสู่ศรีษะ นางอ้าปากค้างมองเหลิ่งอวี้ด้วยความตกตะลึง ถามกลับด้วยความกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยว่า
“ท่านพูดว่า…ฉงเซิงถังท่านเป็นคนสร้าง?”
เหลิ่งอวี้จับมือนางและตอบกลับ พร้อมกับพยักหน้าอย่างหนักเเน้น
“ใช่ หลังจากที่ประสบกับเคราะห์กรรมเหล่านี้ ข้าเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า หากไม่มีกำลังลับหนุนหลัง เราก็ไม่อาจยืนหยัดในราชสำนักที่เต็มไปด้วยคนใจร้ายเหล่านี้ได้ ดังนั้นข้าจึงก่อตั้งฉงเซิงถังขึ้น ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่สมบูรณ์ เเต่ก็มีรูปร่างขึ้นมาบ้างเเล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ทำสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาจึงพูดว่า “ที่ข้าทำเรื่องนี้โดยไม่ได้ปรึกษาเจ้า เพราะกลัวว่าเจ้ารู้เเล้วจะกังวล”
ระหว่างคิ้วที่สวยงามของลั่วหลันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ นางมองเหลิ่งอวี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า
“คนพวกนั้น ถูกท่านทำร้ายหรือ”
“ใช่”
เหลิ่งอวี้พยักหน้าโดยไม่ปิดบัง “พวกมันควรตาย ข้าไม่ฆ่าให้หมดก็ถือว่าเมตตาพวกมันเเล้ว”
ขณะที่พูดเช่นนี้ ในดวงตาของเหลิ่งอวี้มีความเย็นยะเยือกแฝงอยู่ ระหว่างคิ้วของเขามีความน่ากลัว
ลั่วหลันรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่ซ้ำเติมจวนอวี้อ๋องในช่วงสามปีที่ผ่านมา หมอหลวงในวังรู้ดีว่าเหล็กถูกตอกเข้าไปในขาของเหลิ่งอวี้ เเต่เมื่อรายงานต่อฮ่องเต้ ตามคำสั่งของเหลิ่งอวิ๋น ก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักท่านอ๋องตัวร้าย
บทที่เคยปลดล็อกด้วยเหรียญไปแล้ว ทำไมกลับมาอ่านซ้ำไม่ได้...
เติมเหรียญแล้วแต่ปลดล็อกไม่ได้...