“หลันเอ๋อร์ เจ้าตัดสินใจจะทำเช่นนี้จริงหรือ?”
“ใช่แล้วเพคะ”
ลั่วหลันพยักหน้าอย่างสงบ “หม่อมฉันสัญญากับเขาแล้วว่าจะให้พบเสี่ยวจื้อวันนี้ ก็ย่อมต้องให้พบ เพียงแต่เขาใจร้อนเกินไป ไม่อยากรอให้เสี่ยวจื้อฟื้น”
กล่าวจบ นางก็โบกมือให้เสี่ยวหลิงจื่อและคนอื่น ๆ อีกครั้ง เสี่ยวหลิงจื่อและเสี่ยวซวงจื่อ เมื่อได้รับคำอนุญาตจากเหลิ่งอวี้แล้ว จึงร่วมกันจับตัวเขาไว้และพาไปส่งที่หน้าประตู
เหลิ่งจื่ออันยืนอยู่หน้าประตู กัดริมฝีปากแน่น จ้องมองลั่วหลันด้วยแววตาเคียดแค้น
ในวินาทีนั้นเอง ลั่วหลันก็ชักกระบี่ยาวออกจากฝักที่เอวของเสี่ยวหลิงจื่อ วาดกระบี่ตรงเข้าหาเหลิ่งจื่ออันในชั่วพริบตา โดยไม่มีใครทันตั้งตัว
“หลันเอ๋อร์…”
เหลิ่งอวี้ต้องการจะเข้าไปห้ามปราม แต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว
ขณะที่ทุกคนเงียบงันกลั้นหายใจ เหงื่อไหลชุ่มกาย เชือกที่มัดร่างของเหลิ่งจื่ออันพลันหลุดร่วงสู่พื้น คลี่คลายพันธนาการที่รัดเขาไว้
เมื่อเห็นภาพนั้น หัวใจของเหลิ่งอวี้ที่แทบจะหลุดออกจากอกจึงค่อย ๆ กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ผู้คนโดยรอบต่างพากันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เหลิ่งจื่ออันชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะแค่นเสียงหยันผ่านจมูก และตะคอกอย่างเกรี้ยวกราดว่า
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? คิดจะลงมือสังหารข้าด้วยตัวเอง แต่กลับพลาดท่างั้นรึ?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวหาที่ไร้มูลความจริง ลั่วหลันส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มขมขื่น จากนั้นจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แยแสว่า
“เสด็จอาเข้าไปดูข้างในก็จะรู้เอง”
“หึ!”
เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของนาง เหลิ่งจื่ออันบังเกิดความสงสัยแคลงใจ ประสาทสัมผัสทั่วร่างตื่นตัวขึ้นมาทันที
“สุ่ยลั่วหลัน เจ้าเป็นปีศาจกินคนที่กลืนกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารใช่หรือไม่? เจ้าใช่หรือไม่ที่เขมือบเสี่ยวจื้อจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก บัดนี้ยังคิดจะทำร้ายข้าอีกหรือ? อย่าได้เพ้อฝันไปเลย ข้า เหลิ่งจื่ออัน แม้ตัวตายก็จะขอตายอย่างมีเกียรติ!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ลั่วหลันก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ นางยกมือขึ้นปิดปาก พลางหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผู้คนโดยรอบต่างเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ลั่วหลันก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ นางยกมือขึ้นปิดปาก พลางหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผู้คนโดยรอบต่างเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก
ถ้อยคำของเหลิ่งจื่ออันเป็นเพียงเรื่องขบขันในสายตาของนาง ทว่าในสายตาผู้อื่นกลับแฝงไปด้วยความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้หวาดผวา
ทุกคนต่างประจักษ์แก่สายตาว่า เสี่ยวจื้อหายเข้าไปในห้องนั้นแล้วมิได้ออกมาอีกเลย ทั้งยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยภายในห้องนั้น ดังนั้น ถ้อยคำของเหลิ่งจื่ออันจึงดุจดังสายฟ้าฟาดปลุกผู้คนจากภวังค์ เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสูดลมหายใจด้วยความตื่นตระหนก
เอ่ยจบประโยคนี้ มือของนางก็ละจากใบหน้าของอาไฉ่ สีหน้าของอาไฉ่แปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดในทันที นางก้าวถอยหลังอย่างเงียบเชียบ
ลั่วหลันขมวดคิ้วแน่น กอดอก แล้วเอ่ยกับเหลิ่งจื่ออันอย่างจนปัญญาว่า
“ไหน ๆ ท่านก็ไม่กลัวตายแล้ว ไยไม่ลองเข้าไปดูเล่า?”
เหลิ่งจื่ออันกัดฟันกรอดจ้องมองนาง มือข้างหนึ่งกดลงบนธรณีประตูแน่นราวกับว่าธรณีประตูนั้นคือลั่วหลัน หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาคงบีบนางแหลกคามือไปแล้ว
เหลิ่งอวี้เดินเข้ามาหาลั่วหลัน ก่อนกระซิบถามเสียงแผ่วข้างหู
“ท่านหญิง เจ้า... มั่นใจจริงหรือ?”
ลั่วหลันรู้สึกหงุดหงิดกับคำถามของเขา นางตวัดสายตาขึ้นมองโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไป ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“เดี๋ยวก็จับท่านกินเสียหรอก กินแบบไม่เหลือแม้แต่กระดูกเลยทีเดียว”
เมื่อเห็นภรรยาเริ่มมีโทสะ เหลิ่งอวี้ก็ตระหนักได้ว่าคำถามที่เขาเพิ่งถามไปนั้นไม่เหมาะสม เพราะมันแฝงไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อใหลันเอ๋อร์ เขาจึงหันไปมองเหลิ่งจื่ออันซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยความขุ่นเคือง หน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงบ่งบอกได้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่อัดแน่นอยู่ภายใน ราวกับลาวาร้อนที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
เหลิ่งอวี้ค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว สบตากับเหลิ่งจื่ออัน และกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า
“เสด็จอา ข้าเหลิ่งอวี้เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีทางลอบกัดหรือทำร้ายผู้อื่นลับหลังอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าคิดจะทำร้ายท่าน ข้าคงลงมือไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จะรอให้ถึงวันนี้ไปทำไม ดังนั้น ข้าขอแนะนำให้ท่านเข้าไปดูด้านในก่อน หากไม่พบสิ่งที่ท่านต้องการจะเห็น ค่อยกลับมาที่นี่เพื่อระบายโทสะหรือจะต่อสู้กันก็ยังไม่สาย”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักท่านอ๋องตัวร้าย
บทที่เคยปลดล็อกด้วยเหรียญไปแล้ว ทำไมกลับมาอ่านซ้ำไม่ได้...
เติมเหรียญแล้วแต่ปลดล็อกไม่ได้...