ยามเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้น เขามิไดมองสบตาหลิวเต๋อชังเลยสักนิด นั่นเพราะเขารู้ดีว่า หลิวเต๋อชังผู้มีจิตใจเมตตาอยู่เป็นนิจ ย่อมต้องห้ามปรามมิให้เขาเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาเป็นแน่แท้ ทว่าสำหรับเรื่องนี้แล้ว เขาจำต้องยืนหยัดในจุดยืนของตนเอง
ฮ่องเต้ฟังบทสนทนาของผู้คนเหล่านั้น สีหน้าฉายแววหมองเศร้า แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อนยากจะหยั่งถึง
สิ่งที่เหลิ่งจื่ออันกระทำลงไปนั้น สร้างความกริ้วโกรธยิ่งนักให้แก่เขา ตัวเหลิ่งจื่ออันเองก็เป็นผู้ที่หยิ่งผยองมาแต่ไหนแต่ไร กาลเวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนาน ก็ยังคงมิได้เห็นเขาผู้เป็นฮ่องเต้อยู่ในสายตา ครานี้ เขาจะไม่ปล่อยเขาไปโดยง่ายเป็นอันขาด
ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าผู้ใดจะกราบทูลสิ่งใดเบื้องหน้า เขายังคงปิดปากเงียบงัน ด้วยมีความคิดในใจอยู่แล้ว
เหลิ่งอวี้ได้เห็นหวงซื่อสยงร่วมมือกับอู๋ไต้ซือบากหน้ากล่าวโทษเหลิ่งจื่ออัน ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่สู้ดี ตัวเขาเองก็ยากจะพลิกสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ด้วยกำลังเพียงลำพัง
ทันใดนั้น หลิวกงกงก็กวัดแกว่แส้จามรีเข้ามาพลางกราบทูลว่า
“ฝ่าบาท เจิ้น...เจิ้นหนานอ๋องมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินคำนี้ สีหน้าของฮ่องเต้ก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า
“ให้เขาเข้ามา”
หลิวสี่ดูเหมือนมีบางสิ่งจะเอ่ย แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ริมฝีปาก เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว เขาจึงหันหลังเดินออกไป
เมื่อเหลิ่งจื่ออันปรากฏตัวต่อหน้าทุกผู้คน เหล่าคนที่อยู่ที่นั่นต่างตกตะลึง อ้าปากค้าง จ้องมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ยามนี้เหลิ่งจื่ออันเปลือยท่อนบน แบกกิ่งหลิวไว้บนแผ่นหลัง เมื่อเข้ามาในห้อง เขาพลันคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก้มศีรษะ ประสานมือคารวะ
“ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้เหลิ่งจื่ออันได้ล่วงเกินท่าน บัดนี้ข้ามาพร้อมกิ่งหลิวเพื่อขอขมา โปรดทรงประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นภาพนี้ ฮ่องเต้ทรงตบโต๊ะทรงงานอย่างแรง พลางตวาดกริ้ว
“บังอาจ กล้าเปลือยเปล่ามาต่อหน้าเราและเหล่าขุนนางทั้งหลาย ช่างไร้ยางอายสิ้นดี ทหาร!”
“ช้าก่อน…”
ยังมิทันที่ฮ่องเต้จะพูดจบ ลั่วหลันก็ยกชายกระโปรงเดินออกมาด้านหน้า นางย่อกายคำนับเล็กน้อย
“ฝ่าบาทเพคะ แม้ว่าฉลองพระองค์ของเสด็จอานั้นจะดูไม่เหมาะสมนัก แต่กิ่งไม้หนามที่เขามัดติดหลังมานั้น กลับไม่ใช่ของธรรมดา แม้กิ่งนี้จะมาจากแหล่งที่พบได้ทั่วไป แต่บนกิ่งกลับเต็มไปด้วยหนามแหลมคม ที่สามารถบาดผิวหนังของผู้คนได้ หากฝ่าบาทไม่เชื่อ โปรดทอดพระเนตรให้ถี่ถ้วนเถิด ที่หลังของท่านอ๋องนั้นถูกหนามทิ่มแทง จนกระทั่งมีโลหิตซึมออกมา นี่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการมารับโทษของเขาเพคะ”
ลั่วหลันทวนคำของอู๋ไต้ซือ นางเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงนสงสัยยิ่ง
“อู๋ไต้ซือหมายความว่ากระไร? ท่านว่าเสด็จอายกพวกประณามผิดรึ? เช่นนั้นข้าขอถามเถิดว่า เขาประณามความผิดใด? ทั่วทั้งแคว้นต้าหนิงนี้ ใครเล่าไม่รู้ว่าฝาบาททรงรักราษฎร แล้วฝ่าบาทจะมีความผิดอันใด?”
คำพูดของนางทำเอาอู๋ไต้ซือถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก เขารู้สึกเสียใจที่เมื่อครู่พลั้งปากพูดประโยคนั้นออกไป
“ไม่ต้องโต้เถียงกันแล้ว”
ฮ่องเต้ตวาดลั่นขึ้นอีกครา “เหลิ่งจื่ออัน เมื่อคืนเจ้าถือกระบี่บุกมาถึงเบื้องหน้าของข้า ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์อันใด ล้วนมิบังควร วันนี้เจ้ายังให้คนจากจวนอวิ๋นหนานอ๋องบุกประชิดเมืองหลวง อย่าได้ใช้ผู้อื่นมาบังหน้าแก้ต่าง เจ้าจงเอ่ยออกมาด้วยตัวเองเถิดว่า เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”
เหลิ่งจื่ออันตระหนักดีว่าวันนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องถอยออกไปอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด แต่เพื่อเห็นแก่ลูกชายของเขา เขาจึงมิกล้าเอ่ยวาจาเสียงดัง ทำเพียงกระชับสีหน้าให้เคร่งขรึม ก้มศีรษะลงต่ำ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“ฝ่าบาท เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ช่าง...ช่างเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ลูกชายของข้า เขา...เขาไม่อยากกลับอวิ๋นหนานกับข้า เลยหลบซ่อนตัว ข้าเห็นเขาเข้าไปทางประตูห้องทรงพระอักษร จึงได้ตามเข้าไป ตอนนั้นฟ้าก็มืดแล้ว ข้าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเข้าไปข้างในแล้วถึงได้รู้ว่าเป็นห้องทรงพระอักษร”
เห็นได้ชัดว่าคำกล่าวอ้างเช่นนี้ฮ่องเต้ทรงไม่เชื่อ แต่เขาก็ไม่ได้เปิดโปง กลับถามต่อว่า
“ถ้าเช่นนั้น การที่คนจากจวนอวิ๋นหนานอ๋องของเจ้าล้อมวังไว้เมื่อเช้านี้ เป็นเพราะต้องการไปรับตัวลูกชายของเจ้าจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักท่านอ๋องตัวร้าย
บทที่เคยปลดล็อกด้วยเหรียญไปแล้ว ทำไมกลับมาอ่านซ้ำไม่ได้...
เติมเหรียญแล้วแต่ปลดล็อกไม่ได้...