ตอนที่ 32 ตระเตรียมงานฌาปนกิจ
ซือถูเย้นรู้ว่ายื้อเช่นนี้อีกต่อไป อ๋องเหลียงจะต้องตกอยู่ในอันตราย เขาตัดสินใจ ลงมือแก้ปัญหาโดยฉับพลัน
เขาถามหลีโม่ “ทำให้อ๋องเหลียงพ้นขีดอันตราย จำเป็นต้องนานเท่าใด”
หลีโม่ลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนกล่าว “ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน จะต้องดูว่ารัชทายาทอ๋องเหลียงปรากฏอาการปอดอักเสบด้วยหรือไม่”
“สามวัน?” ซือถูเย้นไม่ได้ตั้งใจให้นางมีมุกขบขัน บังคับนางให้บอกเวลาโดยตรง
ในสมองของหลีโม่รีบคิดโดยด่วน หากว่ามีคนช่วยนาง ภายในสามวันน่าจะสามารถทำให้อ๋องเหลียงพ้นขีดอันตรายได้ ทว่า หมอหลวงจะช่วยนางหรือไม่ กลัวแต่ว่าปัจจุบันนี้แม้แต่หย้วนพ่านก็ไม่อาจยืนอยู่ฝั่งนางแล้ว
“พูดสิ” ซือถูเย้นใส่น้ำเสียงดุดันกล่าวโดยฉับพลัน “เป็นใบ้ไปแล้วหรือไร”
หลีโม่ไม่มีทางเลือกนอกจากกล่าวอย่างจนปัญญา “เจ้าค่ะ สามวัน”
ซือถูเย้นพยักหน้า มองทางไทเฮาก่อนกล่าว “เสด็จแม่ ในเมื่อนางสัญญาว่าสามวันจะทำให้อาฮ่าวพ้นขีดอันตราย เช่นนั้นก็ให้เวลานางสามวัน ท่านเห็นว่าอย่างไร”
ถึงแม้ว่าเขาจะไถ่ถาม แต่ว่าน้ำเสียงกลับแน่วแน่อย่างยากจะเอนเอียง
ไทเฮาไม่ได้เปล่งสุรเสียง ทำเพียงมองกุ้ยไท่เฟยแวบเดียวอย่างเผินๆ
กุ้ยไท่เฟยรู้ถึงความหมายของไทเฮา นางกำลังนึกอยากกล่าวคำ ซือถูเย้นกลับหมุนกาย พลางกล่าว “ในเมื่อเสด็จแม่อนุญาต เช่นนั้นก็ทำตามเจตนาของข้า สามวันนี้ หมอหลวงทั้งหมดในแผนกหมอหลวงของราชวงศ์จะต้องมีหน้าที่ผลัดเวรกัน มาเฝ้าดูอาการของรัชทายาทอ๋องเหลียงร่วมกับเสี้ยหลีโม่ ข้าเองก็จะพำนักที่ตำหนักยืนยาวชั่วคราวเช่นกัน มีข่าวคราวใดๆ ไม่ว่าจะเวลาไหน ล้วนจำเป็นต้องรายงานข้า นอกจากคนที่ได้รับมอบหมายแล้ว คนในวังทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่อนุญาตให้มาตำหนักยืนยาว ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกตัดหัวประจาน”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลีโม่เห็นความหนักแน่นของซือถูเย้น ไทเฮาไม่เห็นด้วยโดยสิ้นเชิง แต่ว่าเขาจงใจมองข้ามความหมายของไทเฮา อุปนิสัยแข็งกร้าวดุดันเพียงนี้ ยังทำให้ในทรวงของหลีโม่สดชื่นขึ้นมาเปาะหนึ่งเสียจริงๆ
ประโยค “ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกตัดหัวประจาน” ทำให้คนทั้งหมดต่างรับรู้ได้ว่าอ๋องซื่อเจิ้งเอาจริง เขาเองก็กำลังเผด็จอำนาจที่ไทเฮาให้แก่เขา ก็แม้แต่ไทเฮายังไม่ได้อยู่ในสายตา
สีพระพักตร์ของไทเฮาเคร่งขรึมไม่นิ่ง ท้ายที่สุด ก็แย้มรอยสรวลอันแข็งทื่อออกมา “ดี ในเมื่ออ๋องซื่อเจิ้งมีบัญชาเช่นนี้ เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าว่า ให้เวลานางสามวัน หากสามวันอาฮ่าวยังไม่ดีขึ้น ก็สังหารโดยไร้ข้อแก้ต่าง”
ตรัสเสร็จ แววเนตรยะเยือกก็ทอดมองบนใบหน้าของหลีโม่ ก่อนตรัสต่อ “หากว่าเจ้าประสบความสำเร็จ รักษาอ๋องเหลียงจนหายดีแล้ว ข้าจะออกโองการให้เจ้าแต่งเป็นสนมของอ๋องซื่อเจิ้งด้วยตนเอง”
คำนี้ตรัสให้หลีโม่ฟัง ยิ่งไปกว่านั้นคือตรัสให้ซือถูเย้นได้ยิน ก็คือการทำให้เขาปราศจากคำตอบกลับ
หลีโม่ไม่มีทางเลือกเลยสักนิด ทำได้เพียงคุกเข่าขอบพระทัยในความกรุณา “ข้าหลวงหญิงขอบพระทัยมหากรุณาไทเฮา”
ไท่จื่อหยางจ้องหลีโม่อย่างนับถือ ยิ้มอย่างได้ใจขึ้นมา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ล้วนเป็นผลดีต่อเขาทั้งสิ้น
อันที่จริง บัดนี้เขากลับเฝ้าหวังว่าเสี้ยหลีโม่จะสามารถรักษาคนไร้ประโยชน์คนนี้หายดีได้จริงๆ ถึงแม้ไม่อาจฆ่าเสี้ยหลีโม่ แต่กลับทำให้ซือถูเย้นขายหน้าได้ ขอสู่ภรรยาที่ทุกคนต่างทอดทิ้งเป็นสนม ชื่อเสียงของเขานับจากนี้ จะต้องตกต่ำลงมาอย่างแน่นอน
หรือจะกล่าวอีกอย่างคือ ไร้หนทางพึ่งการสนับสนุนอำนาจผ่านการขอสู่ชายาจากครอบครัวชายาเอก อันดับแรกเขาก็สูญเสียโอกาสงามๆ อันนี้ไปแล้วนั่นเอง
สีพักตร์ของไทเฮาไร้การแสดงออก ปัจจุบันไม่ใช่เวลาที่นางจะเอ่ยคำเรียบร้อยแล้ว
กุ้ยไท่เฟยมองหลีโม่ด้วยความรังเกียจ นางย่อมไม่คาดหวังว่าความตายของอ๋องเหลียงจะมาถึงเป็นธรรมดา เนื่องจาก อ๋องเหลียงตายลง ซือถูเย้นจะมีข้อผิดพลาดในการตัดสินใจ เป็นเขาเองที่เสนอแนะให้เสี้ยหลีโม่มารักษาอาการของอ๋องเหลียง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พิษรักองค์ชายโฉมงาม
จบแบล้วววววว...
900 ตอนแล้ว ชีวิตของหลีโม่แทบหาความสุขไม่เจอเลย แถมลูกก็ถูกคนอื่นเอาไปทิ้งอีก สงสารจับใจ...
ตะว่าไปเรื่องนี้หมุยเฟยกับฮ่องเต้เลวร้ายแบบกินกันไม่ลงนะ ทำร้ายทุกคนที่ดีกับตัวเอง แล้วแางว่าจำเป็นๆ กลับเป็นพวกอี๋เฟยซะอีกที่แย่งแยกพวกำองชัดเจนไปเลย หมุยเฟยนี่นับว่าเป็นคนที่ได้ดีจากการเนรคุณผู้คนรอบข้างโดยแท้...
ฮ่องเต้กับลู่กงกงนี่ ตอนตายคงมีกันแค่ 2 คนละนะ...
อี๋เฟยนี่คือนางฉลาดสุดละในบรรดาเมียของเต้...
ท่านซือถูเย่นใจเย็นๆจากสุราก่อนเจ้าค่ะ สนใจยัยน้องด่วนเด่วจะโดนมิใช่น้อย55555...
โธ่ๆท่านซือถูเย่น เค้าลางกลัวว่าที่ภรรยาในอนาคตมาแต่ไกล รีบซ่อนสุราเลยนะ แต่ไม่น่าจะทัน หลอกใครก็หลอกได้แต่ไม่ใช่กับแม่นางหลีโม่555555...