สรุปตอน บทที่875 ข้าคือฮ่องเต้ตราบสิ้นชีวิต – จากเรื่อง พิษรักองค์ชายโฉมงาม โดย ใบไม้แดง
ตอน บทที่875 ข้าคือฮ่องเต้ตราบสิ้นชีวิต ของนิยายโรแมนซ์เรื่องดัง พิษรักองค์ชายโฉมงาม โดยนักเขียน ใบไม้แดง เต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญในเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยปม ตัวละครตัดสินใจครั้งสำคัญ หรือฉากที่ชวนให้ลุ้นระทึก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านที่ติดตามเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง
บทที่875 ข้าคือฮ่องเต้ตราบสิ้นชีวิต
ลู่กงกงตัวสั่นอย่างช่วยไม่ได้พลางร้องไห้แล้วพูดว่า “ฮ่องเต้ทาสก้าวไปแล้วหนึ่งก้าว แต่ทาสมีสิ่งที่ต้องพูด หากไม่พูดตอนนี้กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก”
“ถ้าเช่นนั้นก็ให้มันเปื่อยอยู่ในท้อง ตายตกไปปรโลกก็หุบปากไม่ต้องพูด” ฮ่องเต้เปลี่ยนสีหน้าในทันทีแล้วพูดอย่างดุร้าย
“ไม่ ฮ่องเต้ผิดแล้ว ฮ่องเต้ไม่ควรละเมิดขอบเขตของท่านอ๋องและละเมิดขอบเขตของท่านเอง ท่านเคยเป็นฮ่องเต้ที่ดี ทว่าตอนนี้กลับทรราช ฮ่องเต้ ท่านผิดแล้ว ท่านไม่ควรเอาชีวิตประชาชนมาเป็นเหยื่อของการยึดอำนาจ ท่านฝ่าฝืนคำสั่งสอนของ อดีตฮ่องเต้และไท่ฮองไท่เฮา ฝ่าฝืนคำพูดของท่านที่บอกกับใต้หล้าเมื่อยามของราชบัลลังก์”
ลู่กงกง ลองให้อย่างขมขื่น เขาตะโกนออกมาด้วยความโศกเศร้า “เปาจื่อข้ามาหาเจ้าแล้ว พวกเราภักดีมาตลอดชีวิต ไม่มีอะไรที่ต้องละอายใจแก่ราชวงศ์”
เมื่อลู่กงกงพูดจบ เขาก็พุ่งเข้าใส่เสาขนาดใหญ่ในตำหนักจนหัวแตกเลือดไหล
ฮ่องเต้มองดูคนที่คอยรับใช้เขามาหลาย 10 ปีตายต่อหน้าต่อตา ดูเลือดที่ไหลคดเคี้ยวไปทั่วพื้นหยกสีขาวที่สะอาดแวววาวของตำหนักซีเวย ดังดอกไม้สีเลือดที่บานสะพรั่งอย่างน่าเศร้า
การกระทำของซือถูเย้นรวดเร็วมาก หยันสวี้และเหลียงสู้หลิน อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างรวดเร็ว หยันสวี้ต่อต้านจึงถูกฆ่าตายในทันที ส่วนเหลียงสู้หลิน รู้สถานการณ์ปัจจุบันจึงยอมจำนนในทันที
การเปลี่ยนราชวงศ์นองเลือดในครั้งนี้ก็ไม่ได้เสียเลือดเท่าไหร่นัก เหล่าขุนนางชั้นใหญ่ต่างรู้ดีว่าฮ่องเต้จัดการกับโรคระบาดตามฤดูกาลอย่างไรไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการทำร้ายประชาชน
เมื่อพบยาที่ใช้รักษาโรคระบาดตามฤดูกาลปรากฏว่าถูกเผาไปหมดแล้ว
ขุนนางคนสนิทผู้จงรักภักดี ไม่กี่คนสุดท้ายของฮ่องเต้เลือกที่จะอยู่และตายพร้อมกับฮ่องเต้ มีนายพลสองสามคนพร้อมทหารและม้าเพื่อช่วยฮ่องเต้สังหารผู้ที่มักใหญ่ใฝ่สูง จึงมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง
ตระกูลเฉินและตระกูลเซียว เลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่ง
ประตูใหญ่ตำหนักอ๋องซื่อเจิ้งปิดตลอด
หลีโม่ที่อยู่ในตำหนัก ได้ยินเสียงการเข่นฆ่าที่อยู่ด้านนอก และได้ยินตี่สุยพูดว่าพรรคอนุรักษ์นิยมบุกเข้าเมืองหลวง ท่านอ๋องนำทหารไปต่อต้าน
พรรคอนุรักษ์นิยมมีทหารไม่มากนัก แต่ก็สามารถจัดการได้ทั้งหมดในคืนเดียว
ดังที่ซือถูเย้นพูด นี่จะเป็นการสั่นครั้งสุดท้ายของฮ่องเต้
ฮ่องเต้ไม่ได้สนใจกับการสั่นสะท้านแต่อย่างใด เมื่อได้ยินความพ่ายแพ้ เขาเพียงแค่ยิ้มอย่างเย็นชา “ไม่เจียมตัว”
ใช่ ไม่เจียมตัว ผู้คนหลายพันคนบุกเข้าไปในเมืองหลวงยังไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับซือถูเย้น
เขาคิดมาเสมอว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการที่ดาบไม่เปื้อนเลือด
ดังนั้น เมื่อเห็นซือถูเย้น ปรากฏตัวที่ทางเข้าตำหนักซีเวย เขายิ้มและยืนอยู่บนบันไดหินเพื่อต้อนรับซือถูเย้น ราวกับว่ารอคอยมานาน
ซือถูเย้นสวมชุดที่เต็มไปด้วยเลือดและใส่เข็มขัดหยกทองที่เอว รูปล่างของเขาสูงโปร่งสง่าผ่าเผย
เค้าเพิ่งกลับมาจากการเข่นฆ่า ฆ่าทหารของแคว้นต้าโจว เป็นเรื่องที่น่าอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา
ความอัปยศนี้เขาจะให้มันกลับไปที่หัวของฮ่องเต้
“ไอ้เจ็ด ในที่สุดเจ้าก็ลงมือ” ฮ่องเต้มองเขาด้วยรอยยิ้มเสมือนปีศาจ “ หากเสด็จพ่อได้เห็น หากบรรพบุรุษได้เห็น พวกเขาจะเอาสิ่งที่เขาเคยพูดกลับคืนหรือไม่?”
เขาคุกเข่าที่พื้นคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว
เรื่องโรคระบาดตามฤดูกาล เขาวางมือและให้ซือถูเย้น เสียชื่อเสียงจนหมดสิ้น อีกทั้งยังต้องการให้เขาถูกประชาชนด่าทอทุบตีราวกับคนไม่มีที่พึ่งพิง
เขาพนันว่าซือถูเย้นจะไม่กบฏ พนันว่าเขาจะยังเป็นเช่นเดิม แม้เขาจะโกรธแต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะซือถูเย้นต้องการหน้าตาและชื่อเสียง เขาไม่สามารถแบกรับข้อหาสังหารฮ่องเต้ได้
ก้าวเดียว อีกแค่ก้าวเดียว เขาก็จะสามารถหลุดพ้นจากเงาของซือถูเย้น และนั่งอยู่บนบัลลังก์อีกครั้งโดยไม่สนใจผู้ควบคุมของแคว้นต้าโจว แม้ซือถูเย้นจะไม่ตาย เขาจะกลายเป็นเหมือนสุนัขที่ไม่มีเจ้าของ ซึ่งไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้
“ดีดี ให้พวกเจ้าได้เห็นว่าคนที่พวกเจ้าชื่นชมนั้นชั่วร้ายและร้ายกาจเพียงใด พวกเจ้าคิดผิด”
เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ทว่า เสียงหัวเราะนั่นน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด
“ เค้าจะรอหลังจากข้ายึดอำนาจได้แล้วค่อยจัดการกับเขา เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็มีโอกาสที่จะชนะ แต่ข้ารอไม่ได้แล้ว รอให้เขาเอาความดีความชอบไปไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะฟื้นคืนอำนาจอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีวิธีที่จะทำลายตำนานของอ๋องซื่อเจิ้งได้ เขาไม่ใช่ฮ่องเต้ ดีกว่าฮ่องเต้ เหนือกว่าฮ่องได้ ได้อย่างไร
“ข้อต้องทำเช่นนี้ ข้าต้องการให้ซือถูเย้นกลายเป็นคนน่าสมเพช กลายเป็นนักโทษของแคว้นต้าโจว กลายเป็นนักโทษที่คาผู้ป่วยโรคระบาดในเจียงตง ด้วยวิธีนี้ข้าจะยังคงเป็นฮ่องเต้ผู้รู้แจ้งเหมือนเมื่อก่อน ข้อกล่าวหาทั้งหมดจะตกเป็นความรับผิดชอบของซือูเย้น”
“แต่ซือถูเย้นกล้าก่อกบฏได้อย่างไร? เช้าวันนั้นเหตุใดจึงกล้านั่งบนเก้าอี้มังกร? ดีดี เจ้าทำให้ตัวเองกลายเป็นคนคิดคดทรยศมักใหญ่ใฝ่สูงด้วยมือของเจ้าเอง ข้าไม่ต้องการชีวิตนี้ แต่ข้าต้องการให้ซือถูเย้นชื่อเสียงป่นปี้และกลายเป็นกบฏ
เขาหัวเราะอย่างน่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง แสงส่องผ่านกระเบื้องกระทบใบหน้าที่บ้าคลั่งของเขา “หากข้าตาย ข้าก็จะลากเจ้าไปตายด้วย!”
เสียงหัวเราะของเขาดังกึกก้องไปทั่วตำหนัก และเสียงหัวเราะที่สะท้อนกลับมานั้นช่างเยือกเย็นและมืดมน อากาศเย็นๆเริ่มแทรกซึมจากทุกมุม เขาค่อยๆเดินกลับไปที่เตียง พลางอื้มมือไปลูบผ้าปักลายมังกร “ข้าคือฮ่องเต้ จนวันที่ข้าตาย ข้าก็ยังคงเป็นฮ่องเต้ ข้าจะไม่ยอมสละราชสมบัติ”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พิษรักองค์ชายโฉมงาม
จบแบล้วววววว...
900 ตอนแล้ว ชีวิตของหลีโม่แทบหาความสุขไม่เจอเลย แถมลูกก็ถูกคนอื่นเอาไปทิ้งอีก สงสารจับใจ...
ตะว่าไปเรื่องนี้หมุยเฟยกับฮ่องเต้เลวร้ายแบบกินกันไม่ลงนะ ทำร้ายทุกคนที่ดีกับตัวเอง แล้วแางว่าจำเป็นๆ กลับเป็นพวกอี๋เฟยซะอีกที่แย่งแยกพวกำองชัดเจนไปเลย หมุยเฟยนี่นับว่าเป็นคนที่ได้ดีจากการเนรคุณผู้คนรอบข้างโดยแท้...
ฮ่องเต้กับลู่กงกงนี่ ตอนตายคงมีกันแค่ 2 คนละนะ...
อี๋เฟยนี่คือนางฉลาดสุดละในบรรดาเมียของเต้...
ท่านซือถูเย่นใจเย็นๆจากสุราก่อนเจ้าค่ะ สนใจยัยน้องด่วนเด่วจะโดนมิใช่น้อย55555...
โธ่ๆท่านซือถูเย่น เค้าลางกลัวว่าที่ภรรยาในอนาคตมาแต่ไกล รีบซ่อนสุราเลยนะ แต่ไม่น่าจะทัน หลอกใครก็หลอกได้แต่ไม่ใช่กับแม่นางหลีโม่555555...