“ซ่าน...ซ่านซิง?”
ทันทีที่ได้ยินชื่อซึ่งไม่ได้มีใครเอ่ยถึงมานานหลายปี เสนาบดีซ้ายเฟิงถึงกับนิ่งงันอยู่กับที่
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างรุนแรง สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของฉีเทียนเหอ ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ในความทรงจำ
“จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาเป็นบุตรของซ่านซิง? รัชทายาท พระองค์อย่าได้ล้อข้าเล่น เด็กหนุ่มผู้นี้มิใช่นักต้มตุ๋นหรอกหรือ?”
ฉีเทียนเหอรีบปาดน้ำมูกน้ำตาอย่างลวก ๆ ก่อนล้วงหยิบปิ่นปักผมที่ทำจากหยกม่วงงดงามประณีตออกมาจากห่อสัมภาระที่ติดตัวไว้
“ท่านตา ข้ามิได้โกหก! ข้าคือหลานชายแท้ ๆ ของท่านจริง ๆ! นี่คือมรดกที่ได้รับจากมารดาข้า… ท่านและท่านยายมอบสิ่งนี้ให้มารดาในพิธีปิ่นปักผมอ ท่านยังจำได้หรือไม่?”
แสงสีม่วงอ่อนที่สง่างามและทรงคุณค่าแทรกผ่านเข้าสู่ดวงตา เสนาบดีซ้ายเฟิงถึงกับสะดุ้ง เปลือกตากระตุก ใบหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนไปในทันใด
เขารีบคว้าปิ่นปักผมนั้นมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และพบตัวอักษร "ซิง" ตัวเล็กจิ๋วอยู่ตรงปลายของปิ่น
หยกม่วงคุณภาพดีนี้ล้ำค่าหาได้ยาก ปิ่นปักผมชิ้นนี้คือชิ้นที่เขาเคยทุ่มทรัพย์อย่างหนัก เพื่อสร้างให้แก่บุตรีอันเป็นที่รักของเขาแน่แท้
ฉีเทียนเหอจ้องมองเขาด้วยสายตาวิงวอน “ท่านตา ดูสิ ข้าไม่ได้โกหกท่านใช่หรือไม่?”
สีหน้าของเสนาบดีซ้ายเฟิงเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นและยินดีอย่างเห็นได้ชัด แต่ทันใดนั้นราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขากลับนิ่งไป
“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ ของสิ่งนี้เป็นมรดกหรือ?”
เมื่อเอ่ยจบ เขาไม่รอคำตอบจากฉีเทียนเหอ ก็ลุกขึ้นด้วยความโกรธทันที
“ไร้สาระ! เจ้ามันก็แค่คนหลอกลวง! บอกมา ปิ่นปักผมนี่เจ้าไปเก็บมาจากที่ใด คิดจะแอบอ้างฐานะเพื่อหลอกเอาผลประโยชน์จากตระกูลเฟิงหรืออย่างไร?”
ฉีเทียนเหอคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอาจเกิดเรื่องเช่นนี้ เขาจึงไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
“ท่านตา ข้าคือหลานแท้ ๆ ของท่านจริง ๆ! หากไม่เชื่อ ข้ายังมีวิธีพิสูจน์ ข้าเกิดมาพร้อมกับปานแดงขนาดเท่าเล็บมืออยู่ที่แก้มก้นด้านซ้าย ลักษณะคล้ายหยดน้ำ”
“เท่าที่ข้าทราบ ท่านเองก็มีปานลักษณะเดียวกันนี้ที่แก้มก้นด้านซ้าย มิฉะนั้นเราสองคนลองถอดกางเกงมาเทียบกันตอนนี้เลยดีหรือไม่ ว่ามันเหมือนกันหรือเปล่า”
เมื่อพูดจบ ฉีเทียนเหอก็หันหลังพร้อมแอ่นสะโพกเข้าหาเสนาบดีซ้ายเฟิง ท่าทางของเขาบ่งบอกว่าเต็มใจให้ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
อวิ๋นหลิงพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่น่าแปลกใจที่เขาเคยกล่าวว่าตนมีไม้ตาย ที่แท้ก็หมายถึงสิ่งนี้เองหรือ
หางตาของเสนาบดีซ้ายเฟิงกระตุกเล็กน้อย เขาตะโกนถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ใคร… ใครบอกเจ้า?”
“ท่านยายเป็นคนบอกมารดาข้าเอง จากนั้นมารดาข้าก็บอกข้าอีกที มิฉะนั้นท่านลองเรียกยายมาสอบถามดูสิ ว่ามีเรื่องนี้หรือไม่”
ใบหน้าเสนาบดีซ้ายเฟิงเคร่งขรึม ขบฟันเอ่ย “ไม่จำเป็น! ภรรยาของข้าจากไปหลายปีแล้ว ข้าจะถือว่าคำพูดของเจ้ามีส่วนที่เชื่อถือได้อยู่บ้าง ซ่านซิงเล่า? นางอยู่ที่ใด เหตุใดจึงไม่ได้กลับมาด้วยกัน?”
ดวงตาของฉีเทียนเหอหม่นหมองลงเล็กน้อย ก่อนรวบรวมกำลังใจเอ่ยถ้อยคำที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า
“ท่านตา มารดาข้าได้จากไปนานสิบหกปีแล้ว”
“ตอนนั้น มารดาข้ามีปากเสียงกับท่าน จึงโกรธและตัดสินใจออกพเนจรในยุทธภพ นางเดินทางไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประสบอุปสรรคและอันตรายนานัปการ จากนั้นก็มีโอกาสร่วมเดินทางกับคาราวานการค้าบนทะเล และไปลงหลักปักฐานในดินแดนไกลโพ้นของแคว้นเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง”
“มารดาข้าแต่งงานมีบุตรที่นั่น ตลอดหลายปีมานางคิดถึงท่านและยายยิ่งนัก พยายามติดต่อทางบ้าน แต่ด้วยระยะทางที่ห่างไกล แผ่นดินกับทะเลที่กั้นขวาง นางไม่อาจส่งจดหมายถึงเมืองหลวงได้”
“สิบหกปีก่อน มารดาข้าล้มป่วยและจากไป ในวาระสุดท้ายนางปรารถนาอยากให้ข้ามีโอกาสกลับมาพบท่านที่ที่ต้าโจวสักครั้ง และขอโทษต่อเรื่องราวในอดีต ปิ่นปักผมอันนี้คือสิ่งที่มารดาข้าทิ้งไว้ให้เป็นของยืนยันตัวตน”
เมื่อฟังคำพูดนี้จบ เสนาบดีซ้ายเฟิงถึงกับนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ไม่อาจเปล่งคำใดออกมาได้นาน
มือผอมแห้งที่ถือปิ่นปักผมหยกม่วงนั้นสั่นไหวเล็กน้อย เสียงในโลกนี้ราวกับเงียบหายไปหมดสิ้น บรรยากาศรอบตัวสงัดไร้สุ้มเสียง
ที่แก้มก้นของเขาแท้จริงมีปานรูปหยดน้ำอยู่ และมิใช่มีเพียงเขาเท่านั้น บุตรีคนโตของเขาก็มีปานลักษณะนี้เช่นกัน
“แต่ในวันนี้ ลูกอยากถามท่านว่า ท่านรักลูกจริงหรือไม่?”
“ซั่นเย่ว์คือน้องสาวร่วมอุทรเดียวกันกับข้าง สิ่งโง่เขลาที่นางกระทำ ลูกในฐานะพี่สาวสามารถอดทนและไม่เอ่ยถึงได้ แต่รัชทายาทเล่า?”
“เขาไม่สนใจสถานการณ์โดยรวม หลงมัวเมาในรักจนตาบอดและเขลา ลูกจะต้องลดเกียรติตัวเองไปเอาใจเขาทำไม!”
“แม้จนถึงตอนนี้ ท่านยังคงโทษลูกโดยไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของลูกเลย นี่หรือคือสิ่งที่ท่านเรียกว่ารัก หากเป็นเช่นนั้น ลูกก็มิอาจรับไว้ ขอไม่รับเสียดีกว่า!”
เสนาบดีซ้ายเฟิงโกรธจนแทบกระอักเลือด “ไอ้ลูกทรพี ไยถึงพูดคำไร้กตัญญูเช่นนี้ออกมาได้!”
ไฉนเขาจะไม่ได้รักบุตรีคนโตเล่า?
นางสนใจในวิชาการต่อสู้ แม้เขาจะบ่นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่สุดท้ายก็ยังหาครูฝึกที่ดีที่สุดมาให้นางอยู่ดี
เขามิเคยละเลยการอบรมเลี้ยงดูเฟิงซ่านซิงแม้แต่น้อย เรียกได้ว่านางได้รับการปฏิบัติเทียบเท่าบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาหลวง
มองทั่วทั้งตระกูลเฟิง ไม่ต้องพูดถึงบุตรสาวคนอื่น แม้แต่บุตรชายที่เกิดจากภรรยารองยังไม่ได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้
“ซั่นเยว่เป็นเช่นไร ข้าย่อมรู้ดี ข้ามิได้หวังให้นางมีอนาคตก้าวไกล ขอเพียงให้นางเป็นสนมโปรดในความดูแลของเจ้า มีบุตรให้กับองค์รัชทายาทสักสองสามคน นั่นก็นับเป็นวาสนาของนางแล้ว แต่เจ้าจะเอาตัวเองไปเทียบกับนางได้อย่างไร!”
“การฟื้นฟูตระกูลเฟิงขึ้นมาอีกครั้ง ย่อมต้องฝากฝังไว้กับเจ้าและพี่ชายของเจ้า ไม่ว่าจะความสามารถและมุมมองของเจ้า ทำได้อยู่แล้ว เหตุใดจึงทำตัวไม่ดีเพราะเรื่องเล็กน้อยด้วย ถึงขั้นไปกราบทูลฝ่าบาทว่าจะไม่แต่งงานแล้ว? เจ้ายังมิได้ปรึกษาข้าสักคำ นี่เจ้าเห็นเป็นเรื่องเล่น ๆ หรือ?”
ทั้งบิดาและบุตรสาวต่างเก็บความขุ่นเคืองในใจ กล่าวโทษซึ่งกันและกัน
ท้ายที่สุด เฟิงซ่านซิงจึงหนีออกจากบ้านด้วยความโกรธ เสนาบดีซ้ายเฟิงโมโหจนแทบขาดใจ แต่ก็สั่งมิให้ผู้ใดไปขัดขวาง
ทว่าความบาดหมางระหว่างบิดากับบุตรสาวไหนเลยจะเกินข้ามคืน ยังมิทันสองเดือน เขาก็เสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้ติดต่อกันเป็นอาทิตย์ละคะ...
ทำไมแสดงความคิดเห็น แล้วข้อความหายอ่ะ...
ซื้อตอนแล้วไม่ได้ปลดล๊อคค้างไว้เหรอคะ แบบนี้ก็ย้อนกลับมาอ่านไม่ได้สิคะ มือกดโดนผิดวิ่งไปหน้าอื่นต้องเสียเงินอีกรอบงี้เหรอ...
ทำไมซื้อตอนปลดล๊อคแล้ว กลับไปย้อนอ่านต้องปลดล๊อคใหม่คะ...
ทำไมตอนซื้อแล้วล๊อคไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนแล้วเปิดหน้าใหม่แล้วย้อนกลับไปอ่านไม่ได้คะ ล๊อคเหมือนเดิมต้องจ่ายเงินซื้อใหม่ตลอดรึคะ...
ทำไมปลดล๊อคแล้ว กดข้ามไปตอนใหม่แล้วย้อนกลับมาอ่านไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนไม่ได้คะ...
เติมเหรียญอย่างไร...
วิธีเติมเหรียญตรงไหนอย่างไร...