เมื่อไม่ทันตั้งตัว เสนาบดีซ้ายเฟิงก็ถูกกอดด้วยแรงมหาศาลจนใบหน้าชราแดงเถือก
ชาวฮั่นมีธรรมเนียมอนุรักษ์นิยมที่ฝังลึกในกระดูก แม้แต่ความรักระหว่างพ่อแม่ลูกก็ยังถูกสงวนไว้ แสดงออกไม่ค่อยได้นัก
เขามีชีวิตอยู่มากว่าหกสิบปี ไม่เคยได้ยินเด็กคนไหนพูดตรงๆ ว่า ‘ข้ารักเจ้า’ จู่ๆ ฉีเทียนเหอก็รู้สึกเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก แต่ในใจรู้สึกมีความสุขเช่นกัน
“เอาละๆ ดูทำเข้าไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ คนอื่นเห็นจะหัวเราะเอาได้!”
ชายชราอย่างเสนาบดีซ้ายเฟิงขดตัวลง ดูสูงเพียงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ เขาถูกฉีเทียนเหอที่สูงเกือบหนึ่งเมตรเก้าสิบโอบกอดไว้ในอ้อมแขน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ตลกยิ่งนัก
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็สลัดออกจากอ้อมแขนของฉีเทียนเหอ
เมื่อต้องเผชิญกับอุปนิสัยที่ไม่สำรวมของหลานชาย เสนาบดีซ้ายเฟิงก็ปวดหัวและจนปัญญา
แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของลูกสาวคนโตของเขา เขาตัดใจตีไม่ลง จึงสบถด่าไปเพียงไม่กี่คำ
ไม่ว่าเขาจะรู้สึกคับข้องใจแค่ไหน ก็ทำได้เพียงระบายความโกรธกับลูกชาย
“ให้เจ้าเตรียมเสื้อผ้าตัวใหม่ให้เทียนเหอไม่ใช่หรือ ไฉนยังว่างวิ่งไปทั่ว”
ท่านพ่อเฟิงไม่กล้าตอบโต้ พูดอย่างพาซื่อว่า “ได้ส่งคนไปรับอาภรณ์จากร้านขายเสื้อผ้าแล้ว หากท่านพ่อไม่ว่าอะไร ข้าจะพาเสี่ยวเทียนไปลองเสื้อผ้าดูว่าพอดีตัวหรือไม่”
“ขอบคุณคุณน้าห้า รบกวนแล้ว!”
ฉีเทียนเหอก้าวขึ้นหน้าไปทันที ดูเหมือนเขาจะโอบไหล่ของท่านพ่อเฟิงไว้ จากนั้นก็แอบชิ่งหนีออกมา “ไปกันเถอะ ผมแทบรอไม่ไหวอยากลองเสื้อผ้าใหม่แล้ว”
เมื่อทั้งสองคนออกจากลานบ้านของเสนาบดีซ้ายเฟิง ทั้งคู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ท่านพ่อเฟิงอดเตือนเขาด้วยความหวังดีไม่ได้ “เสี่ยวเทียน เจ้าควรเปลี่ยนอารมณ์ที่รุนแรงจะดีกว่า ผู้ชายต้องสุขุมจึงจะถูก รีบเร่งฝึกฝนกฎระเบียบ จะได้ไม่ไปปล่อยไก่ในงานเลี้ยงต้อนรับญาติ”
“ไม่เช่นนั้นถ้าเอาแต่ทำตัวเอ้อระเหยเช่นนี้ คนอื่นจะคิดว่าเจ้าไม่น่าเชื่อถือ ก็จะไม่เต็มใจแนะนำหญิงสาวที่บ้านให้เจ้ารู้จัก”
ฉีเทียนเหอตอบกลับ “อืมๆ เอ่อๆ” โดยไม่เก็บคำเหล่านี้มาใส่ใจ
เขาทำตัวเอ้อระเหยจนชิน เรียนรู้พิธีการหยุมหยิมของสมัยโบราณไม่ไหวจริงๆ
ท่านพ่อเฟิงเห็นเขาทำท่าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ปากก็ถอนหายใจ แต่ไม่ได้บ่นว่าต่อ
ในฐานะคนสมัยใหม่ ฉีเทียนเหอก็มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย มีมารยาทและไม่ได้ขาดการอบรมสั่งสอน
เพียงแต่การเลี้ยงดูที่โดดเด่นของชนชั้นสูงอย่างเขานั้นสะท้อนให้เห็นความมั่นใจในตนเองและความใจกว้างที่ฝังในกระดูกมากกว่า และเสน่ห์ของบุคลิกที่เป็นกันเอง จึงดูน่าเจริญตาเจริญใจในทุกอากัปกิริยาเป็นไหนๆ
เมื่อฉีเทียนเหอนั่ง ไม่เคยยืดหลังให้ตรงเลย แต่กลับนั่งพิงพนักเก้าอี้โดยไขว้ขาขึ้นพาดหัวเข่า เอาแขนข้างหนึ่งยันไว้กับที่วางมือ
ทุกครั้งที่เสนาบดีซ้ายเฟิงเห็นจะดุอีกฝ่ายเสมอ สั่งสอนหลายครั้งก็ไม่เปลี่ยนนิสัย เมื่อโกรธก็จะด่าเขาว่าเด็กไม่เอาไหน
แต่กล่าวได้ว่า ท่านพ่อเฟิงคิดว่าความจริงก็ไม่เลวเลย เขายังอิจฉาหลานชายเหลือแสนที่ทำนิสัยเช่นนี้ได้
อาจกล่าวได้ว่าเขาได้กลายเป็นสิ่งที่หลายๆ คนในตระกูลเฟิงปรารถนาที่จะเป็น แต่ไม่กล้าเป็น
แม้ว่าหลานชายจะไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่เมื่อเทียบกับคุณชายรุ่นที่สองที่ไม่เอาถ่านเหล่านั้น ก็เห็นชัดว่าแตกต่างกันมาก
แม้ว่าเขาจะไม่ได้นั่งตัวตรงโดยไม่ได้เหลือบข้าง แต่สองตาดุจประกายดวงดาวมองไปทั่ว เขาไม่มีท่าทีเหมือนพวกขโมยและหน้าตาเจ้าเล่ห์อย่างคนเหล่านั้น ทว่าเขาสามารถนั่งอยู่ที่นั่นอย่างเกียจคร้าน ก็ดึงดูดความสนใจของผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว
ท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ถอดแบบมาจากมารดาบังเกิดเกล้าของเขาอย่างเต็มที่
แน่นอนว่าคำพูดและการกระทำของพี่สาวคนโตไม่ได้แหวกแนวเท่ากับหลานชาย
ช่วงไม่กี่วันนี้ เขานำฉีเทียนเหอเดินไปรอบๆ คฤหาสน์ทั้งสามหลัง พบกับผู้อาวุโสและญาติๆ ในแต่ละบ้านของตระกูลเฟิง
คนส่วนใหญ่ยังคงให้การต้อนรับขับสู้กับการมาเยือนของฉีเทียนเหอ
ฉีเทียนเหอบ่นอุบว่า “ผมมาที่นี่นอกจากมาเยี่ยมคุณตาแล้ว จุดประสงค์เดียวก็คือกินดื่มท่องเที่ยว ไม่ได้อยากทำงานซ้ำซ้อนในสองโลก ถึงยังไงผมอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินเลย”
“แต่คุณตายืนกรานจะมอบหมู่บ้านร้านค้าและที่นาให้ผม คงจะดูแลลำบากมาก ผมก็ไม่วางใจถ้าจะมอบให้คนอื่น”
“ผมคิดดูแล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็จะมอบสิทธิ์ให้พวกคุณเป็นตัวแทน ถ้าได้กำไร พวกคุณเอาไปแปดส่วน ผมสองส่วนก็ได้!”
เซียวปี้เฉิงกำหมัดแน่นด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ฟังๆ แล้วนี่ใช่คำพูดมนุษย์หรือไม่
บางคนไม่จำเป็นต้องทำงานไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหนก็ตาม ก็มีเงินใช้สอยไม่สิ้นสุด
บางคนเหนื่อยแทบเป็นแทบตายไม่ว่าจะอยู่โลกไหนก็ตาม อยากหาเงินแต่หางานไม่ได้เพราะเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้หนังสือ
เขารู้สึกได้ถึง ‘ความไม่เท่าเทียมของโลก’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อวิ๋นหลิงคลี่ยิ้มตาหยีพร้อมกับพูดว่า “ถ้าคุณพูดอย่างนี้ เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจ”
ให้พี่ใหญ่ช่วยดูแลทีหลัง ก็จะเป็นแหล่งรายได้อีกทางหนึ่ง
ฉีเทียนเหอตอบอย่างใจป้ำ “พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวล เมื่อลั่นวาจาออกไปแล้ว ต้องรักษาสัจจะไม่คืนคำ!”
ทั้งสองฝ่ายคุยเรื่องจุกจิกกันอยู่พักหนึ่ง ฉีเทียนเหอก็ถามว่า “จริงสิพี่สะใภ้ ครั้งก่อนที่ให้ผมเอาจี้หินอุกกาบาตเข้าวังมาด้วย มีเรื่องอะไรกันเหรอ”
เขาหยิบจี้ที่ห้อยซ่อนอยู่ในปกเสื้อตรงคอออกมาแกว่งไปมา
เมื่อเห็นเช่นนี้ อวิ๋นหลิงก็วางถ้วยชาลงแล้วพูดว่า “ในเมื่อคุณนำของมาแล้ว เช่นนั้นข้าจะพาไปพบใครคนหนึ่งแล้วกัน”
“ใคร”
“อาจารย์เต้าหวู๋ซิน”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้ติดต่อกันเป็นอาทิตย์ละคะ...
ทำไมแสดงความคิดเห็น แล้วข้อความหายอ่ะ...
ซื้อตอนแล้วไม่ได้ปลดล๊อคค้างไว้เหรอคะ แบบนี้ก็ย้อนกลับมาอ่านไม่ได้สิคะ มือกดโดนผิดวิ่งไปหน้าอื่นต้องเสียเงินอีกรอบงี้เหรอ...
ทำไมซื้อตอนปลดล๊อคแล้ว กลับไปย้อนอ่านต้องปลดล๊อคใหม่คะ...
ทำไมตอนซื้อแล้วล๊อคไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนแล้วเปิดหน้าใหม่แล้วย้อนกลับไปอ่านไม่ได้คะ ล๊อคเหมือนเดิมต้องจ่ายเงินซื้อใหม่ตลอดรึคะ...
ทำไมปลดล๊อคแล้ว กดข้ามไปตอนใหม่แล้วย้อนกลับมาอ่านไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนไม่ได้คะ...
เติมเหรียญอย่างไร...
วิธีเติมเหรียญตรงไหนอย่างไร...