เต้าหวู๋ซินพยักหน้ายิ้มบางๆ “นั่งลงก่อนเถอะ”
ทว่าเฟิ่งเหมียนไม่ได้นั่งลงตามคำบอก แต่กลับก้มหัวคุกเข่าลงกราบกับพื้นค้างอยู่ครู่หนึ่งมาทางเขาอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะเงยหน้าขึ้น
การคุกเข่าลงกราบกับพื้นเต็มพิธีการเช่นนี้มักจะเห็นได้ระหว่างคนรุ่นเยาว์กับผู้อาวุโส ฮ่องเต้กับขุนนาง หรือพ่อกับลูกชาย ทำให้เต้าหวู๋ซินเลิกคิ้วเบาๆ จากนั้นก็คลี่ยิ้มอย่างเข้าใจ
เขาเริ่มเปิดหัวข้อสนทนา “สหายน้อย เหตุใดจึงคารวะเต็มพิธีการเช่นนี้”
เฟิ่งเหมียนหยัดกายขึ้นค้อมศีรษะคำนับ เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผู้เยาว์มาเยี่ยมครานี้เพื่อหารือเรื่องแต่งงาน ข้ากับเสวียนจี บุตรสาวของท่านอยู่ด้วยกันมานานแล้ว เคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมา บัดนี้ความรักเติบโตจนสุกงอม หวังว่าจะได้รับอนุญาตจากท่าน แต่งงานกับบุตรสาวสุดที่รักของท่านเป็นภรรยา เกี่ยวดองกันด้วยดี”
“ผู้อาวุโส เดิมเรื่องในวันนี้ควรเป็นแม่สื่อที่มาถึงเรือนชานพร้อมของขวัญ แต่ผู้เยาว์ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับแคว้นต้าโจว ก็ได้แต่มาพบท่านด้วยมือเปล่า หวังว่าท่านจะไม่ถือโทษโกรธเคือง การแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อนึกถึงบิดามารดาของข้าอาศัยอยู่ไกลในแคว้นตงฉู่ ไม่สะดวกจะมาที่นี่ทันที ดังนั้นผู้เยาว์จึงมาที่นี่เพื่อหารือการแต่งงาน และขอความเห็นจากท่าน”
“ถ้าท่านไม่คัดค้านการแต่งงานครั้งนี้ ผู้เยาว์จะส่งจดหมายถึงบ้านทันที วันหน้าจะให้บิดามารดาของข้ามาสู่ขออย่างเป็นทางการ หลังจากแต่งงานแล้ว ผู้เยาว์จะไม่กลับไปเป็นนักพรตฝึกบำเพ็ญเพียรที่สถานปฏิบัติธรรมอีก”
เฟิ่งเหมียนเป็นผู้ที่ค่อนข้างเคร่งครัด ตามกฎธรรมเนียมของ ‘สามหนังสือหกพิธีการ’ ดั้งเดิม ควรให้แม่สื่อจากครอบครัวฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นคนกลางออกหน้าจับคู่
แต่ขณะนี้เขาหาแม่สื่อไม่ได้ และไม่ได้เตรียมของขวัญมาแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามพูดคำว่า ‘สู่ขอ’ เขาเพียงแต่มาเจรจาแต่งงานอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อไม่ให้ดูเสียมารยาท
เต้าหวู๋ซินแย้มยิ้ม แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นทันที แต่ถามให้แคบลงเล็กน้อย
“อ้อ? เจ้าไม่ได้มุ่งมั่นเพื่อมรรคาเต๋าหรอกหรือ ทำไมถึงตกลงมาในตาข่ายของโลกมนุษย์นี้ ไม่กลัวว่าการฝึกบำเพ็ญเพียรเต๋ามาหลายปีดีดักจะถูกทำลายลงในพริบตาหรอกหรือ”
เฟิ่งเหมียนดูเก้อเขินเล็กน้อย “ท่านล้อเล่นแล้ว ผู้เยาว์ไม่ได้ฝึกฝนอย่างหนัก คราวนี้สามารถฝ่าด่านคอขวด จึงเข้าใจแจ่มแจ้ง ยังดีที่ได้คำชี้แนะของท่าน”
ได้ยินดังนี้ เต้าหวู๋ซินก็หัวเราะลั่นอย่างเบิกบานใจ
“ในเมื่อเจ้าเข้าใจหัวใจของตัวเองแล้ว เหตุใดข้าจึงต้องปฏิเสธด้วยเล่า เจ้าได้เปิดหูเปิดตาความสวยงามของโลกนั้นแล้ว ควรเข้าใจด้วยว่าคนหนุ่มสาวทุกวันนี้ล้วนสนับสนุนความรักที่เสรีใช่หรือไม่”
เขาขยิบตาให้เฟิ่งเหมียน กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ขอเพียงเด็กสาวยินดี การแต่งงานก็ย่อมจะเป็นไปตามนั้น”
เฟิ่งเหมียนถอนใจด้วยความโล่งอก หมายความว่าเขาผ่านด่านการทดสอบของพ่อตาแล้ว
ในใจเขาเปี่ยมสุข แต่ไม่กล้าลำพองใจ เขาจึงหยิบสมุดม้วนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อทันที แล้วมอบให้ด้วยสองมือ
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ นี่คือเรื่องที่ข้าได้เขียนรวบรวมเมื่อไม่กี่วันเกี่ยวกับการสู่ขอ การทาบทามและฤกษ์งามยามดี เชิญท่านตรวจดู”
เต้าหวู๋ซินมีชีวิตอยู่มานานและได้เห็นโลกมามาก เขาจึงไม่สนใจกับพิธีรีตองในสมัยอดีตเหล่านี้ แต่เฟิ่งเหมียนยึดถือและเคร่งครัดถึงเพียงนี้ เขาจึงต้องพลิกอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์
เขาตรวจดูอย่างละเอียดลออ พบว่าสมุดเล่มนี้มีวันเดือนปีเกิด ข้อมูลสำมะโนครัว สถานะครอบครัว และรายละเอียดทรัพย์สินของฝ่ายชายโดยละเอียด
ทั้งยังจัดสินสอดจำนวนมากที่เตรียมไว้ตอนสู่ขอ ลงรายละเอียดยิบย่อย แสดงถึงความจริงใจ
เฟิ่งเหมียนรอคอยให้เต้าหวู๋ซินตรวจดูอย่างอดทน
หลังกลับมาจากยุคปัจจุบัน เขายุ่งกับเรื่องนี้มาหลายวัน ทั้งยังต้องไปคุยเรื่องการแต่งงานด้วยสองมือเปล่าอีกก็ช่างเถอะ จะพกเอาแต่ปากไปอย่างเดียวไม่ได้หรอก
ดังนั้นเขาจึงอธิบายสถานการณ์ของตนโดยไม่ซ่อนเร้นอำพรางแม้แต่น้อย รวมถึงจำนวนเงินกับทรัพย์สินในบ้าน และสมบัติที่เขาเก็บไว้ในคลังส่วนตัวของแคว้นตงฉู่อีกจำนวนหนึ่ง
หากต้องการแต่งงานกับลูกสาวคนอื่นต้องทำให้อีกฝ่ายสบายใจว่าลูกสาวจะไม่ต้องไปกัดก้อนเกลือกินหลังออกเรือน
แม้จะยังไม่มีการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ แต่เฟิ่งเหมียนก็ได้คิดเกี่ยวกับขั้นตอนการแต่งงานทั้งหมดไว้อย่างละเอียดแล้วรอบหนึ่ง มีแผนที่อยู่ในใจแล้วว่าจะต้องทำอะไรเมื่อใดบ้าง
เพียงคอยท่าให้เต้าหวู๋ซินพยักหน้าเห็นด้วย
ครู่ใหญ่ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเฟิ่งเหมียนอย่างอ่อนโยน “เจ้าวางแผนอย่างละเอียดไว้เช่นนี้ คิดว่าต่อไปทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น”
จากนั้นเฟิ่งเหมียนก็รู้สึกโล่งใจอย่างแท้จริง “เช่นนั้นก็ขอบคุณคำพูดอันเป็นมงคลของท่าน”
ต่อมา เขากำลังจะขออำลาออกไปโดยไม่อยากรบกวนอีกฝ่าย แต่ก็ถูกเต้าหวู๋ซินเรียกไว้
ที่นี่ที่ไหน ทำไมจู่ๆ เขาถึงมาที่นี่
เฟิ่งเหมียนขมวดคิ้วเป็นปม สติของเขาเลอะเลือนไปบ้าง การรับรู้ลดลงไปมาก แต่ในใจไม่รู้สึกตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขาเดินไปข้างหน้า ลองพยายามแยกแยะสภาพแวดล้อมโดยรอบ
เขาเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำไปทางทิศตะวันตก ไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหน แต่ก็ไม่เห็นใครเลยสักคน
แสงสายัณห์ยังคงค้างอยู่บนท้องฟ้า ราวกับที่นี่ไม่มีกลางวันกลางคืน
ในที่สุด เงาร่างเล็กๆ สองเงาก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเฟิ่งเหมียน
เป็นเด็กชายและเด็กหญิงคู่หนึ่งที่ดูราวๆ ห้าขวบ กำลังจับมือกันเดินโซซัดโซเซไปที่แม่น้ำ
เปลือกตาของเขากระตุก ใจหาบวายโดยไม่มีสาเหตุ ก่อนจะตะโกนเสียงดังทันที
“หยุดก่อน อย่าไปทางนั้น!”
เด็กทั้งสองจูงมือกันราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกของเขา แล้วเดินช้าๆ ไปยังแม่น้ำ กำลังจะจมลงไปในแม่น้ำ
เฟิ่งเหมียนหน้าถอดสีเล็กน้อย เขารีบไล่ตามไปโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด กระโดดลงไปในแม่น้ำแล้วอุ้มเด็กทั้งสองขึ้นมา
เขากลับเข้าฝั่งหอบหายใจแฮกๆ พูดเสียงเข้ม “พวกเจ้าเป็นลูกของใคร ไปเล่นริมฝั่งแม่น้ำได้อย่างไร ไม่รู้ถึงอันตรายหรือไร”
เห็นชัดว่าเด็กทั้งสองตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ เด็กชายตัวเล็กที่ใบหน้ากลมก็เอ่ยขึ้น “ท่านสัมผัสพวกเราได้หรือ”
เฟิ่งเหมียนขมวดคิ้วมุ่น “นี่มันอะไรกัน พ่อแม่พวกเจ้าอยู่ที่ไหน”
ได้ยินเช่นนี้ เด็กชายตัวน้อยก็พูดด้วยสายตาเศร้าสร้อย “พวกท่านพ่อไม่ต้องการข้ากับน้องสาวอีกแล้ว พวกเราจึงต้องไปอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้ติดต่อกันเป็นอาทิตย์ละคะ...
ทำไมแสดงความคิดเห็น แล้วข้อความหายอ่ะ...
ซื้อตอนแล้วไม่ได้ปลดล๊อคค้างไว้เหรอคะ แบบนี้ก็ย้อนกลับมาอ่านไม่ได้สิคะ มือกดโดนผิดวิ่งไปหน้าอื่นต้องเสียเงินอีกรอบงี้เหรอ...
ทำไมซื้อตอนปลดล๊อคแล้ว กลับไปย้อนอ่านต้องปลดล๊อคใหม่คะ...
ทำไมตอนซื้อแล้วล๊อคไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนแล้วเปิดหน้าใหม่แล้วย้อนกลับไปอ่านไม่ได้คะ ล๊อคเหมือนเดิมต้องจ่ายเงินซื้อใหม่ตลอดรึคะ...
ทำไมปลดล๊อคแล้ว กดข้ามไปตอนใหม่แล้วย้อนกลับมาอ่านไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนไม่ได้คะ...
เติมเหรียญอย่างไร...
วิธีเติมเหรียญตรงไหนอย่างไร...