“ไม่ต้องการพวกเจ้าอีกแล้ว? ไม่ว่ากฎหมายราชวงศ์ไหน การทอดทิ้งเด็กถือเป็นโทษร้ายแรง หากถูกจับได้จะต้องติดคุก”
เฟิ่งเหมียนมองประเมินเด็กสองคน เห็นว่าพวกเขาผิวพรรณหมดจด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์คล้ายตระกูลสูงศักดิ์ แล้วจะถูกทอดทิ้งปล่อยไปตามยถากรรมได้อย่างไร
“พวกเราเป็นชาวเมืองจิ่งกวนแคว้นถังใต้ ท่านพ่อแต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยง นางคลอดน้องชายเล็กคนหนึ่ง นางไม่ชอบข้ากับน้องสาว จึงไล่พวกเราออกมา”
ที่แท้เป็นเช่นนี้ นี่คือนางมารร้ายที่มักพบเห็นได้ในหมู่ชาวบ้านร้านตลาด
ในฐานะคนแคว้นถังใต้ ไม่นึกว่าจะทิ้งลูกๆ ให้มาถึงที่นี่ได้ลงคอ
เฟิ่งเหมียนทอดถอนใจพลางพูดว่า “เดี๋ยวข้าไปแจ้งทางการ คิดหาวิธีติดต่อพ่อของพวกเจ้าให้มารับ”
“ไม่ต้องหรอก อย่างไรเสียท่านพ่อก็ไม่ชอบพวกเราอยู่แล้ว พอข้ามแม่น้ำไป พวกเราก็กลับบ้านใหม่ได้”
“แต่การเดินบนสะพานข้ามแม่น้ำเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป แล้วใครสอนให้พวกเจ้าไปเดินลุยข้ามแม่น้ำ”
เด็กชายตัวน้อยมุ่นคิ้วพลางถอนหายใจ “เดิมทีข้ากับน้องสาวก็อยากจะเดินข้ามสะพาน แต่คนต่อแถวกันเยอะเหลือเกิน พวกเราไม่มีเงินให้ท่านอาเจ้าพนักงาน เขาจึงให้พวกเราเดินลุยข้ามแม่น้ำไป”
เฟิ่งเหมียนฟังแล้วรู้สึกว่าเส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน “มีเจ้าพนักงานที่ชั่วร้ายกลั่นแกล้งประชาชนเช่นนี้ เรียกเก็บเงินกับเด็กๆ ให้จ่ายค่าผ่านทางเสียด้วย เขาไม่คิดเลยหรือว่าถ้าพวกเจ้าเกิดอะไรขึ้นในแม่น้ำจะเป็นเช่นไร”
เด็กชายตัวน้อยหยุดพูดไปด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว ตอนเดินลุยน้ำเขาอาจจมน้ำตายในแม่น้ำ กลายเป็นโคลนของดอกไม้สีแดงริมแม่น้ำในที่สุด แต่หากรออยู่บนฝั่งนานเกินไปละก็ พวกเขาคงหาบ้านใหม่ไม่ได้อีกแล้ว
เฟิ่งเหมียนถามต่อ “ครอบครัวไหนรับเลี้ยงพวกเจ้า ทำไมถึงไม่ส่งคนมารับเล่า”
เด็กชายตัวน้อยส่ายหน้า “ไม่มีใครมารับพวกเราหรอก เมื่อข้ามแม่น้ำแล้ว ข้ากับน้องสาวก็จะไปหาบ้านใหม่ด้วยกัน”
ฟังถึงตรงนี้ เด็กหญิงตัวน้อยที่นิ่งเงียบมาตลอด จู่ๆ ก็เริ่มสะอื้นไห้ แล้วจับมือเด็กชายตัวน้อยไว้แน่น
“ฮือๆ แต่พอข้ามแม่น้ำไปแล้ว ข้ากับพี่ชายจะต้องแยกจากกันตลอดไป...พี่ชาย ข้าไม่อยากแยกจากท่าน”
เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กผู้น่าสงสารทั้งสองคน เฟิ่งเหมียนอดใจอ่อนไม่ได้
เขาเห็นว่าถึงแม้พี่น้องทั้งสองยังเด็กอยู่ แต่ดูได้รับการอบรมและพูดจาฉะฉาน รู้ความดี เขาก็รู้สึกเห็นใจไปครู่หนึ่ง
คิดว่าถ้าพวกเขาถูกครอบครัวที่แตกต่างกันรับไปเลี้ยง พวกเขาก็จะแยกจากกันในอนาคต
พอคิดถึงตรงนี้แล้ว เขาก็นั่งยองๆ พูดอย่างจริงจัง “พวกเจ้าเดินตามข้ามาแล้วกัน”
ได้ยินคำนี้ สองพี่น้องก็ตะลึงงัน ดวงตาของเด็กหญิงตัวน้อยทอประกายวาวโรจน์ด้วยความหวัง
“ท่านยินดีจะเป็นท่านพ่อของพวกเราหรือ”
“...ท่านพ่อ?” เฟิ่งเหมียนตกใจเล็กน้อย “ข้า...ข้ายังไม่ได้แต่งงาน แต่...รับเลี้ยงพวกเจ้าเป็นลูกชายลูกสาวบุญธรรมได้”
ฉับพลันนั้นเขาก็อดโพล่งคำเหล่านี้ออกมาไม่ได้ พูดจบก็คิดว่าด้วยนิสัยที่ชิงชังความชั่วพอๆ กับเกลียดศัตรูของเด็กสาวอย่างเสวียนจี นางคงจะไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้กระมัง
เด็กหญิงตัวน้อยเลิกร่ำไห้แล้วหัวเราะทันที จู่ๆ ก็โผเข้าไปกอดเขา
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! เช่นนั้นท่านเอาเส้นผมเส้นหนึ่งให้พวกเราหน่อยได้หรือไม่”
“ผมหรือ พวกเจ้าจะเอามันไปทำอะไร”
เด็กหญิงตัวน้อยพูดอย่างจริงจัง “เพราะท่านพ่อเป็นคนที่เก่งกาจนัก ก็จะเอาเส้นผมของท่านมัดไว้กับข้อมือของข้าและพี่ชาย เมื่อท่านอาเจ้าพนักงานเห็นก็จะกลัว จะไม่กล้าเก็บค่าผ่านทางอีก เช่นนี้พวกเราก็ข้ามสะพานไปได้แล้ว!”
ขณะที่นางพูด ก็เอามือลูบศีรษะเฟิ่งเหมียน ผมสีดำขลับยาวสองเส้นก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือเล็กๆ ทันที โดยมีแสงสีแดงจางๆ
เปลือกตาของเฟิ่งเหมียนกระตุกอย่างกะทันหัน การรับรู้บรรยากาศแปลกๆ ก็กลับมาได้สติอีกครั้ง
พอเขาก้มมองก็พบว่าตนเองเพิ่งไปอุ้มเด็กสองคนขึ้นมาจากแม่น้ำ แต่เสื้อผ้ากลับไม่เปียกเลยสักนิดเดียว
เมื่อมองดอกไม้สีแดงไร้ใบสองฝั่งแม่น้ำ ที่นี่น่าจะเป็น...
“ท่านพ่อ ท่านจะไปแล้วหรือ”
ดูเหมือนเด็กชายตัวน้อยจะสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง ก็มองเขาอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง จากนั้นโบกมือให้เขา แสงสีแดงบนข้อมือเริ่มสว่างจ้าตามากขึ้นเรื่อยๆ
“เช่นนั้นดีเลย ข้ากับน้องสาวจะข้ามสะพานไปก่อน แล้วสามปีให้หลังพวกเราจะไปหาท่าน”
ทันใดนั้นภาพโดยรอบก็เริ่มพร่ามัว พระอาทิตย์ตกดินและแม่น้ำก็ส่ายไหวไปมาราวกับระลอกน้ำ
นางเอาสองมือเท้าเอวบางคอดกิ่ว ขึงตาใส่เฟิ่งเหมียน “ท่านจงใจหรือเปล่า แกล้งข้าใช่หรือไม่”
เหตุใดชายชราคนนี้ จู่ๆ จึงกลายเป็นคนไม่จริงจังไปได้
“ข้าไม่ได้โกหกเจ้า ข้าฝันแปลกๆ เมื่อครู่นี่เอง”
เฟิ่งเหมียนหวนนึกถึงแล้วเล่าให้ฟังอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ตอนนี้คิดว่า ภาพในความฝันน่าจะอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลืมเลือน
พี่ชายน้องสาวคู่นั้นถูกคนลวงไปฆ่า เดิมต้องการข้ามสะพานไน่เหอเพื่อกลับชาติไปเกิดใหม่ แต่เจ้าหน้าผีที่เฝ้าทางฉวยโอกาสเกินไป เห็นว่าพวกเขาไม่มีเงินกระดาษจ่าย จึงไม่ให้พวกเขาข้ามสะพาน
เขาบังเอิญไปให้คำมั่นสัญญาว่าจะพาพวกเขามาด้วย เกรงว่าจะสร้างห่วงกรรมขึ้นมาแล้ว
เสวียนจีฟังคำพูดเหล่านี้จบแล้ว มุมปากกระตุกอย่างแรง นางก็อดแตะหน้าผากของเฟิ่งเหมียนไม่ได้
“ไม่เป็นไรกระมัง ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่ อย่าฝันแปลกๆ แล้วมโนส่งเดชไปเอง”
เฟิ่งเหมียนจับมือนางไว้ ส่ายหัวเบาๆ ดูจริงจังอย่างอธิบายไม่ถูก “ไม่ ข้ามีสัญชาตญาณแม่นว่านั่นจะเป็นลูกของพวกเรา”
เมื่อฟื้นขึ้น ตอนแรกเขาก็เวียนหัวเล็กน้อย จากนั้นสักพักก็เข้าใจชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขารู้สึกรางๆ ดูเหมือนประสาทสัมผัสทั้งห้าจะเฉียบคมกว่าเดิม สัญชาตญาณทางจิตก็อยู่ไกลจากเมื่อก่อนมาก
ตัวอย่างเช่นตอนนี้ จู่ๆ เขาก็มีลางสังหรณ์ชัดว่าอวิ๋นหลิงกำลังจะมาเยี่ยมเขา
ข้างเตียง เสวียนจีที่ถูกจับข้อมือไว้ก็สีหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึง
“ถุยๆๆ ใครอยากมีลูกกับคนแก่อย่างท่าน!”
สามปีต่อมา เวลานั้นนางจะอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปี ช่างเป็นเดรัจฉานสวมเสื้อผ้าไร้ศีลธรรมนัก!
ทันทีที่พูดจบ อวิ๋นหลิงก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูห้อง เห็นท่าทางของทั้งสอง นางก็คลี่ยิ้มทันที
“โอ้โฮ เริ่มพูดถึงเรื่องมีลูกกันแล้วหรือนี่”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้ติดต่อกันเป็นอาทิตย์ละคะ...
ทำไมแสดงความคิดเห็น แล้วข้อความหายอ่ะ...
ซื้อตอนแล้วไม่ได้ปลดล๊อคค้างไว้เหรอคะ แบบนี้ก็ย้อนกลับมาอ่านไม่ได้สิคะ มือกดโดนผิดวิ่งไปหน้าอื่นต้องเสียเงินอีกรอบงี้เหรอ...
ทำไมซื้อตอนปลดล๊อคแล้ว กลับไปย้อนอ่านต้องปลดล๊อคใหม่คะ...
ทำไมตอนซื้อแล้วล๊อคไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนแล้วเปิดหน้าใหม่แล้วย้อนกลับไปอ่านไม่ได้คะ ล๊อคเหมือนเดิมต้องจ่ายเงินซื้อใหม่ตลอดรึคะ...
ทำไมปลดล๊อคแล้ว กดข้ามไปตอนใหม่แล้วย้อนกลับมาอ่านไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนไม่ได้คะ...
เติมเหรียญอย่างไร...
วิธีเติมเหรียญตรงไหนอย่างไร...