เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 1166

หลังงานเลี้ยงเลิก เสนาบดีซ้ายเฟิงได้ส่งราชนิกูลออกไปก่อนด้วยความเคารพ จากนั้นจึงส่งขุนนางคนอื่นๆ

เสนาบดีขวาหลี่เดินช้าๆ มาเป็นคนสุดท้าย มองเขาพูดคุยกับผู้คนเหล่านั้นอย่างครื้นเครงด้วยใบหน้าบึ้งตึง ระหว่างสนทนายังคงยกย่องฉีเทียนเหอไม่ขาดปาก

อาลักษณ์กรมคลังเดินหนึ่งก้าวเหลียวมองสามหน ก่อนพูดอย่างจริงใจ “ท่านเสนาบดีซ้าย แม้ว่าเขาจะไม่เคยผ่านการสอบคัดเลือกข้าราชการ แต่ตำหนักบูรพาจะออกนโยบายในปีหน้า ราชสำนักจะแต่งตั้งผู้มีความสามารถพิเศษที่ขาดแคลนเป็นกรณีเร่งด่วนได้”

เสนาบดีซ้ายเฟิงโบกมือ “ข้าขอบคุณท่านแทนเด็กคนนั้นด้วย แต่เขาเด็กเกินไป อุปนิสัยไม่สุขุมพอ และไม่มีความทะเยอทะยานในเรื่องนี้ คงรับน้ำใจของท่านไม่ได้จริงๆ”

“ข้าพูดจริงจัง ความสามารถอย่างคุณชายฉีจะต้องไม่ถูกกลบฝัง ท่านช่วยพูดโน้มน้าวเขาให้มากๆ หน่อย”

หลังจากที่อาลักษณ์กรมคลังเดินจากไป เสนาบดีซ้ายเฟิงก็ได้ยินเสียงหึไม่พอใจดังมาจากด้านหลัง

เมื่อหันไปมอง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตาเฒ่าหลี่

ไม่มีใครอยู่โดยรอบเขาก็เลิกแสร้งทำเป็นสุภาพ แล้วพูดด้วยความโกรธขึ้ง “นี่เจ้าเฒ่าหัวโล้น ไฉนยังไม่ไสหัวไปอีก”

“เหอะ จอมปลอม!”

“เจ้ากำลังด่าใคร”

“ที่นี่นอกจากเจ้าแล้วยังมีใครอีกหรือ”

เสนาบดีขวาหลี่เบ้ปาก พูดอย่างเหยียดหยามว่า “มีคนจำนวนมากยกย่องเด็กคนนั้นของเจ้า เจ้าคงภูมิใจในตัวเองมากสินะ อาลักษณ์กรมคลังแสดงไมตรีต่อเจ้า แต่เจ้ายังคงแสร้งทำเป็นวางมาด ช่างไร้ยางอายนัก!”

เสนาบดีซ้ายเฟิงเอามือไขว้หลังแล้วเยาะเย้ยว่า “ข้าว่าเจ้าคงอิจฉากระมัง ใช่สิ คนรุ่นเยาว์มากมายในตระกูลหลี่ของพวกเจ้า ไม่มีใครมีอนาคตดีเลย อิจฉาก็พูดตรงๆ มาเถอะ อย่าทำเป็นอิจฉาเหมือนผู้หญิงไม่พอใจหน่อยเลย”

“ข้าอิจฉาหรือ เจ้ามีอะไรให้ต้องอิจฉาล่ะ เด็กคนนั้นไม่ได้แซ่เฟิง!”

เสนาบดีขวาหลี่เต้นผาง พูดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “ดูสิว่าตระกูลเฟิงพวกเจ้าเสื่อมโทรมขนาดไหนแล้ว ไม่มีลูกๆ สายตรงคนใดสามารถเชิดหน้าชูตาได้ ยังต้องสนับสนุนลูกนอกสมรสห้องห้ามาเป็นนายของตระกูล มิน่าเจ้ายังแหกกฎหัวชนฝาจะบันทึกหลานชายแซ่อื่นที่กลับมาหาไว้ในลำดับวงศ์ตระกูลเพื่อเอาหน้าอีก ช่างน่าสงสารจริงๆ!”

“เจ้า!” เสนาบดีซ้ายเฟิงสูดจมูกด้วยความฉุนจัด พูดยิ้มๆ อย่างเดือดดาล “ลูกอนุแล้วเป็นอย่างไร ลูกสาวคนโตสายตรงห้องใหญ่ตระกูลหลี่ของพวกเจ้า ยังกลายเป็นภรรยาของหลานนอกสมรสผู้ต่ำต้อยของข้าไม่ใช่หรือ”

“ข้าเห็นแล้วว่าตระกูลหลี่ของพวกเจ้ากำลังตกต่ำอย่างที่สุด ถ้าพวกเจ้าเก่งกาจนัก ทำไมไม่ให้ลูกสาวตระกูลหลี่ไปเป็นพระชายารัชทายาทล่ะ ตกต่ำถึงเพียงนี้ ไม่รู้จะสงสารใครดี!”

เมื่อลั่นประโยคนี้ออกมา ก็ไม่รู้ว่ากำลังสบถว่าใคร เข้าทำนองฆ่าศัตรูนับพัน ตนย่อมสูญเสียแปดส่วนด้วยโดยแท้

จะเห็นได้ว่าเสนาบดีซ้ายเฟิงอารมณ์ร้อนขึ้นมา เห็นใครเป็นต้องลบหลู่ไปหมด

เสนาบดีขวาหลี่ระงับโทสะแล้วพูดว่า “พวกเราก็พอๆ กัน อย่าโทษใครเลย ไม่เช่นนั้นจะพังภินท์ไปด้วยกัน!”

นี่อาจเป็นชะตากรรมของศัตรูเก่ากระมัง ทั้งที่เคยสร้างผลงานด้วยกัน แต่ต้องมาเห็นผลงานพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา

เสนาบดีซ้ายเฟิงแค่นเสียงหึเย็นชา “อย่าทำให้สับสน ตระกูลหลี่เละแล้ว แต่ตระกูลเฟิงยังไม่เละ เด็กของข้าไม่สนใจความชื่นชอบของอาลักษณ์กรมคลังเลยแม้แต่น้อย ถึงพวกเจ้าจะมาขอร้องก็เถอะ”

เสนาบดีขวาหลี่หัวเราะเหอะๆ ทันที แล้วพูดว่า “เจ้าพูดเสียสวยหรู เจ้ากล้าสาบานอีกครั้งหรือไม่ว่าจะไม่รับคำทาบทามของอาลักษณ์กรมคลังอย่างเด็ดขาด”

“ทำไมจะไม่กล้า วันนี้ข้าสาบานอย่างจริงจังตรงนี้เลยว่าจะไม่ช่วยให้เขาเป็นขุนนางเด็ดขาด!”

เสนาบดีซ้ายเฟิงพูดเสียงดังทรงพลังโดยไม่ลังเลแต่อย่างใด นี่กลับทำให้เสนาบดีขวาหลี่เบิกตากว้าง ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “ตาเฒ่าเฟิง เจ้าพูดจริงจังหรือไม่”

เสนาบดีซ้ายเฟิงกลับเอาแต่ชำเลืองมองเขาอย่างเฉยชา “สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนเราคือการรู้จักพอ บางครั้งยิ่งอยากได้ไล่ตามมากเท่าไร จิตใจก็จะยิ่งไม่สมดุลมากขึ้นเท่านั้น มันจะได้ผลตรงกันข้าม การรู้จักพอจะทำให้มองเห็นอนาคตที่สดใส กาลเวลาทำให้คนแก่ตัวลง ชื่อเสียงและฐานะอะไรนั่น บัดนี้ข้าค่อยๆ ปล่อยวางแล้ว มีบางอย่างที่ไล่ตามได้ แต่จะดันทุรังไม่ได้”

หลานชายไม่ได้มีความทะเยอทะยาน เขาเองก็ไม่ต้องการฝืนบังคับ

อีกอย่างหลานชายเป็นคนนอกกรอบและแปลกประหลาดเกินไป หากเข้ารับราชการจริงๆ เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะต้องแบกรับผลที่ตามมา

มิสู้เป็นคุณชายผู้มั่งคั่งธรรมดาๆ จะดีกว่า ไม่ต้องขอให้ก้าวหน้าและมีบุญวาสนามากนัก แค่มีชีวิตที่ราบรื่นและไร้กังวลได้เป็นพอ

บัดนี้เรื่องเดียวที่ทำให้เสนาบดีซ้ายเฟิงเป็นห่วงก็คือการมีภรรยาและมีลูก

เมื่อโยนเรื่องเหล่านี้ออกไป เขาเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในตัวศัตรูราวกับกำลังมองเข้าไปในกระจก

สมควรจะเรียกว่าศัตรูเก่าหรือไม่

พวกเขาต่างดูถูกกันเอง แต่กลับทำสิ่งเดียวกัน

หลี่หยวนเส้าไหนเลยจะไม่ใช่เฟิงซ่านซิงอีกคน หลี่กุ้ยเฟยก็เหมือนกับรองเสนาบดีเฟิงยิ่งนัก ฝ่ายแรกมีครอบครัวแต่กลับมาไม่ได้ ฝ่ายหลังถูกทรมานไปกับชีวิตที่เหลือ

เพียงแต่ว่าชายหัวล้านโชคดีกว่าเขา สามารถเลี้ยงดูเด็กสาวที่ความคิดหลักแหลมและรู้จักเอาตัวรอดอย่างหลี่เมิ่งชู ทั้งยังฝืนรักษาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายไว้ได้

แต่เสนาบดีซ้ายเฟิงไม่เชื่อเลยว่าชายหัวล้านขับไล่หลี่หยวนเส้าออกจากบ้าน พ่อแม่ของเขาไม่ขัดเคืองใจเลยแม้แต่น้อย คงติดที่ความขึงขังน่าเกรงขามของผู้อาวุโส พวกเขาจึงไม่กล้าแสดงออก

หากชายหัวล้านยังคงทิฐิไร้เหตุผลเช่นนี้ต่อไป ช้าเร็วก็จะทำเรื่องซ้ำรอยเดิมเหมือนตระกูลเฟิง

ในลานหน้าบ้านที่เงียบเหงา เสนาบดีขวาหลี่ยังคงมองไปทางเสนาบดีซ้ายเฟิงที่เดินจากไปอย่างอึ้งงัน

เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ผ่านไปสักพักจึงเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ