เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 1172

จู่ๆบรรยากาศก็หยุดนิ่งไปเล็กน้อย เซียวปี้เฉิงผ่อนคลายบรรยากาศอย่างรู้เวลา ถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะบอกว่า “เป่ยฉินมีเงิน ต้าโจวไม่เคยสร้างโรงเรือนอุ่นเพื่อปลูกพืชผักนอกฤดูกาลเลย”

พระเจ้าหลวงไม่ให้มีการก่อสร้างโรงเรือนอุ่น ถ้ามีขุนนางคนไหนแอบทำลับหลัง ถูกจับได้จะถูกตำหนิอย่างรุนแรง

ถ้าหากทำกันเองภายในบ้านละก็ ขอเพียงไม่ประชาชนไม่รวมตัวฟ้องร้อง ก็แล้วไป

แม้ว่านี่จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีในการเพราะปลูกในโรงเรือนของต้าโจว แต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ สำหรับประชาชนต้าโจว การทำให้ตัวเองอิ่มท้องเป็นเรื่องที่มาเป็นอันดับหนึ่ง จากนั้นค่อยเป็นเรื่องหาความสุข

ดังนั้นแม้แต่เหล่าราชวงศ์ที่อยู่ในวัง พอถึงฤดูหนาวก็มักจะกินผักที่พบเห็นได้ทั่วไปในฤดูกาล

เซียวปี้เฉิงเอ่ยหยอกล้อว่า “ว่ากันตามจริงแล้ว ตั้งแต่ที่หลิงเอ๋อร์มาที่นี่ วังหลวงก็นับว่าสามารถกินผักได้ตามใจเสียที”

อวิ๋นหลิงถลึงตาให้เขาอย่างไม่พอใจ “ท่านยังมีหน้ามาเอ่ยถึงอีก พอถึงเดือนสิบสองในฤดูหนาว คนอื่นต่างก็เตรียมตัวฉลองปีใหม่ แต่ข้ายังต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อปลูกผักให้พวกท่านกิน”

ทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูหนาว นางก็ต้องใช้พลังจิตในการเร่งการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์ จากนั้นก็แจกจ่ายให้กับพระเจ้าหลวงและพระสนมในตำหนักต่างๆไปปลูกกันเอง ทางด้านญาติพี่น้องก็ไม่อาจน้อยหน้าได้ ทำเอานางเหนื่อยสายตัวแทบขาด

เซียวปี้เฉิงยิ้มสดใส กอดไหล่ของนางเอาไว้และพูดว่า “ครั้งนี้ พวกเราจะปลูกผักด้วยกัน ภายหน้าก็ไม่ต้องเป็นกังวลอีกแล้ว”

ความต้องการและข้อควรระวังของเมล็ดพันธุ์พืชของยุคปัจจุบันชุดนี้ได้เขียนไว้อย่างละเอียด แต่ขุนนางในกระทรวงเกษตรและประชาชนก็ยังไม่เข้าใจ ดังนั้นเพื่อเป็นการรับประกัน พวกเขาจึงตัดสินใจจะเป็นผู้นำในการลงมือทำ อบรมคนในชุดแรกออกมาแล้วค่อยว่ากัน

หลิวฉิงเอ่ยอย่างสดใสตรงไปตรงมา “ปกติข้าก็ไม่มีเรื่องอื่นให้ทำ ช่วยเหลือพวกเจ้าดีกว่า”

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กู้ฉางเซินที่เป็นหัวหน้าสำนักศึกษา ต้องเป็นตัวผู้นำที่เป็นตัวอย่าง นางเข้าร่วมด้วยก็ถือว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจของสามีภรรยา ทำงานจะได้ไม่เหนื่อย

ทุกคนปรึกษาหารือตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องแปลงเกษตรทดลอง และได้สั่งการแบ่งงานให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างรวดเร็ว

หลังจากผ่านไปหลายวัน ไม่ช้าก็ได้รับข่าวจากกู้ฉางเซิน บอกว่าทางด้านสำนักศึกษาได้เตรียมการทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้ว

ไม่ได้ไปที่สำนักศึกษามานานมากแล้ว ครั้งนี้อวิ๋นหลิงจะพาลูกชายทั้งสองคนไปด้วย เซียงถวนยังเล็กให้อยู่ในวังไปก่อน

ฮั่วถวนและเสวี่ยถวนในวัยนี้ รู้ความและเข้าใจเหตุผลแล้ว พวกเขาเติบโตอยู่ในชนชั้นสูงของสังคมศักดินา อวิ๋นหลิงรู้สึกว่าจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก ให้พวกเขาได้เห็นถึงความลำบากและไม่ง่ายของคนปกติทั่วไป ภายหน้าจะได้ค่อยๆสั่งสอนแนวคิดของสังคมในยุคปัจจุบัน

พระเจ้าหลวงได้ยินว่าพวกเขาจะไปปลูกผัก ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ตามขึ้นไปบนรถม้า

“ทำไมพวกเจ้าไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้ ข้าปลูกผักเก่งมาก จะไม่มีข้าได้อย่างไร”

หลังจากที่เซียวปี้เฉิงถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาท เดิมทีพระเจ้าหลวงก็ไม่ได้ยุ่งเรื่องในราชสำนัก หลักสำคัญคือเพื่อให้พวกเขาได้เติบโต อีกทั้งเขาก็อายุปูนนี้แล้ว จะกุมอำนาจบางส่วนเอาไว้ตลอดก็ไม่เหมาะสม

แต่จิตใจที่เป็นห่วงแผ่นดินและประชาชนของเขาไม่เคยเปลี่ยน หลังจากที่ไปอยู่ในยุคปัจจุบันมาระยะหนึ่ง แนวคิดและข้อห้ามที่หัวโบราณที่เดิมทียังมีอยู่บ้างก็ค่อยๆถูกกล่อมเกลาจนเปลี่ยนไปไม่น้อย วันดีคืนดีก็จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการเมืองกับพวกเขา

ปกติก็มีชีวิตที่น่าเบื่ออยู่แล้ว ตอนนี้ไม่ง่ายเลยที่จะมีงานทำ ไม่ว่าอย่างไรก็จะถามไปปลูกผักด้วย

“เสด็จปู่ ท่านอายุมากแล้ว หลานก็แค่กลัวว่าท่านจะเอวเคล็ด”

แม้จะพูดเช่นนี้ เซียวปี้เฉิงก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของพระเจ้าหลวงได้ พาเขาไปที่สำนักศึกษาด้วยกัน

รถไม้แล่นไปบนถนนหลวงที่กว้างขวาง บนภูเขาปกคลุมไปด้วยหมอก ท้องฟ้าขาวโพลนไปหมด

ตั้งแต่เหตุการณ์ในราชสำนักมั่นคงแล้ว สำนักศึกษาชิงอี้มีกู้ฉางเซินกำกับดูแล อวิ๋นหลิงก็ไปที่สำนักศึกษาน้อยลง

เพราะนางเป็นแม่ของลูกสามคน การอบรมสั่งสอนลูกก็เป็นหน้าที่ที่สำคัญเช่นเดียวกัน บวกกับก่อนหน้านี้มัวแต่ยุ่งกับเรื่องในราชสำนักจนละเลยลูกๆ อดไม่ได้ที่จะอยากชดเชยให้ลูก

นักเรียนใหม่เหล่านี้ยังไม่เคยพบสองสามีภรรยารัชทายาท จึงจำไม่ได้ในทันที

“พระชายารัชทายาท”

เสียงร้องเรียกอย่างยินดีดังขึ้นมาจากด้านข้าง เป็นกู้ฮั่นม่อที่ไม่ได้พบกันมานาน

เขาเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ดูท่าทีจะดีใจมาก “ศิษย์รอท่านกับองค์รัชทายาทอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว เจ้าสำนักกู้รอพวกท่านอยู่ที่หอไท่เสวี่ย ข้ามานำทางพวกท่าน”

“พี่ชาย พี่ชาย”

สองพี่น้องถวนถวนโห่ร้องขึ้นมาก่อน ต่างก็ดึงเสื้อผ้าของกู้ฮั่นม่อ ปีนขึ้นไปบนตัวเขา

กู้ฮั่นม่อหัวเราะ กอดเด็กอ้วนสองคนเอาไว้ในอ้อมอกทั้งซ้ายขวาเอาไว้แน่น

อวิ๋นหลิงยิ้มจางๆพลางมองเขาอย่างวิเคราะห์ “ข้าดูเจ้าผอมกว่าครั้งที่แล้วที่เจอกันอีก ช่วงนี้คงยุ่งมากกระมัง”

เมื่อเทียบกับสามปีที่แล้ว หนุ่มน้อยที่อยู่ตรงหน้ามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ดูหนักแน่นและสงวนท่าที มีบุคลิกคล้ายกับกู้ฉางเซินอยู่เลือนราง

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มาจากภายในสู่ภายนอก ไม่อาจสังเกตเห็นได้ง่ายๆแต่กลับรู้สึกน่าตกตะลึงมาก

แค่ดูลักษณะท่าทีภายนอก ถ้าหากไม่พูดละก็ ไม่มีใครสามารถเดาได้ว่าเขาเป็นลูกศิษย์จากครอบครัวยากจน คงจะคิดว่าเขาเป็นคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างสง่างามจากตระกูลผู้ดีแน่ๆ

มีแค่ตอนที่อยู่กับอวิ๋นหลิง เขาจึงเผยลักษณะที่แตกต่างไปจากเวลาปกติซึ่งเก็บอาการเอาไว้อย่างดีออกมา เผยให้เห็นถึงพลังแห่งวัยเยาว์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ตามอายุของเขา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ