เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 1174

ในแคว้นต้าโจว ถ้าหากผ่านระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการถูกคัดเลือกให้รับตำแหน่งขุนนาง ยังคงสามารถทำการสอบในระดับที่ยากขึ้นไปได้อีก เพราะเมื่อผ่านระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการแล้ว จะสามารถเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้น

หลี่หยวนเส้าก็เป็นเช่นนี้ เขามาจากครอบครัวขุนนาง ทรัพยากรที่มีไม่ใช่ลูกศิษย์ที่มาจากครอบครัวยากจนอย่างกู้ฮั่นม่อจะเทียบได้

ลูกศิษย์อย่างกู้ฮั่นม่อ มากสุดก็แค่สามารถเลือกเรียนอย่างบากบั่น เพื่อจะได้มีโอกาสประสบความสำเร็จในสักวัน

ถ้าหากหลังจากเป็นซิ่วไฉหรือสอบผ่านระดับท้องถิ่นก็เลือกที่จะก้าวไปในเส้นทางขุนนาง เป็นไปได้สูงที่จะถูกบังคับให้ทำหน้าที่อย่างเข้มงวด กระทั่งยุ่งจนมีงานราชการรัดตัว ส่งผลให้ไม่มีแรงใจที่จะมุ่งมั่นพัฒนาขึ้นไปอีก

ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบัน นี่เท่ากับเป็นการทำงานและทำการสอบในเวลาเดียวกัน ไม่มีเงินสนับสนุนจากครอบครัวนั้นจะลำบากมาก

หลี่หยวนเส้าไม่เหมือนคนอื่น เป็นลูกหลานของขุนนางชั้นสูง แม้จะเป็นผู้บังคับบัญชาก็ไม่กล้ากลั่นแกล้งในที่ทำงาน สร้างแรงกดดันให้เขาได้

เขาไม่มีความกังวลทางการเงิน ทำหน้าที่เป็นขุนนางระดับล่าง เดิมทีก็เป็นการฝึกฝนนิสัยและความสามารถ เหมือนจะเป็นการฝึกงานอย่างอิสระมากกว่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์กระดากอาย เมื่อต้องเขียนบทความที่มีแต่หลักการอันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือสวยแต่รูปจูบไม่หอม

ความจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การผสมผสานกันระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติของเขาเช่นนี้ มักจะสามารถเขียนบทความได้ตรงประเด็น ดีกว่าพวกลูกศิษย์ที่มาจากครอบครัวยากจนซึ่งเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างหนักมาก

นี่ก็คือความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงที่เกิดจากทรัพยากรการศึกษาที่ไม่เหมือนกัน

และเพราะเหตุนี้ หลี่หยวนเส้าจึงเป็นคนที่รู้จักโลกมากกว่า แตกต่างจากลูกศิษย์ที่ไร้เดียงสาคนอื่นๆ

เมื่อกวาดตามองไปทั่วทั้งสำนักศึกษาชิงอี้ มีไม่กี่คนที่เป็นคุณชายตระกูลสูงส่งและถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี

อวิ๋นหลิงตบไหล่ของเขา “เจ้ามีชาติกำเนิดจากตระกูลขุนนาง เรียนรู้ความลำบากของประชาชนให้มากหน่อย สำหรับเจ้าแล้วก็เป็นโอกาสในการฝึกฝนที่หาได้ยากมาก ต้องรักษาเอาไว้ให้ดี”

หลี่หยวนเส้าพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ถูกต้อง หัวหน้าสำนักกู้บอกว่า ถ้าเข้าสู่เส้นทางขุนนาง สิ่งที่ควรระมัดระวังที่สุดก็คือการแปลกแยกกับผู้อื่น ถ้าหากไม่ติดดิน แปลกแยกจากความต้องการที่แท้จริงและความปรารถนาที่จริงแท้ของประชาชน ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความคิดของประชาชน ได้แต่ทำงานที่ดูผิวเผินเท่านั้น”

“ศิษย์รับรู้ได้จากใจจริง แค่มองดูการกระทำขององค์รุ่ยอ๋อง ก็รู้ว่าพวกเขาทำถูกแล้ว”

อวิ๋นหลิงได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เห็นทีตอนที่เจ้าอ๋องอยู่ในยุคปัจจุบันคงจะซึมซับอุดมคติของลัทธิมาซ์กและลัทธิเลนินรวมไปถึงแนวคิดของเหมาเจ๋อตงไม่น้อย

เสนาบดีขวาหลี่คงคิดไม่ถึงแน่ๆ หลานชายคนโตที่ตนเองรู้สึกภูมิใจที่สุดในตอนนั้น ตอนนี้กลับ”ตกอับ”จนถึงขั้นต้องมาเป็นเกษตรกร

ไม่รู้ว่าหลังจากที่ตาแก่หัวล้านรู้เรื่องแล้ว จะด่าหลี่หยวนเส้าว่าทำให้ตระกูลเขาขายหน้าหรือไม่

อวิ๋นหลิงมองไปยังลูกศิษย์คนสุดท้ายในบรรดาทั้งสามคน อีกฝ่ายเป็นคนผิวขาวดูสะอาดสะอ้าน อวบอ้วนเล็กน้อย เหมือนกับภาพวาดเด็กในเทศกาลตรุษจีน ให้ความรู้สึกที่ดูซื่อสัตย์จริงใจมาก

ถ้าหากเขาตัดผมสั้น แล้วสวมแว่นตาสีดำ คงจะเหมือนนักเรียนมัธยมปลายตัวอ้วนขาวในยุคปัจจุบันที่ชอบอ่านนิยายสามก๊ก นิสัยดีมากคนหนึ่ง

“เจ้าคือ......จูเจียหยาง”

นางจำนักเรียนคนนี้ได้ เหมือนจะเป็นนักเรียนกลุ่มแรกที่สำนักศึกษารับสมัครเข้ามา เพราะตอนที่เปิดภาคเรียนรายงานตัวเขาขี่ลาเข้ามา ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเรียกเขาว่า “พี่ลา”

ตอนนั้นอีกฝ่ายยังเป็นเด็กชายตัวอ้วนที่มีพุงกลมๆ คิดไม่ถึงว่าจะผอมลงมากเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเรียนหนักมาก

จูเจียหยางยิ้ม ท่าทีดีใจมาก “พระชายารัชทายาทความจำดี คิดไม่ถึงว่ายังจำชื่อของศิษย์ได้”

ไม่รอให้อวิ๋นหลิงถาม เขาก็พูดขึ้นมาเอง ดูแล้วเป็นคนที่คุยเก่งมากทีเดียว

“ข้ากับน้องฝูเอ๋อร์มาจากหมู่บ้านเดียวกัน ครอบครัวหาเลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตร ได้ยินหัวหน้าสำนักกู้บอกว่าราชสำนักจะทำเรื่องนี้ จึงได้ขอร้องท่านหัวหน้าสำนักให้ข้าเข้าร่วมด้วย”

“เฮ้อ ข้าไม่มีวาสนาเหมือนร้องฝูเอ๋อร์ ขอร้องหัวหน้าสำนักกู้อยู่ตั้งนาน กว่าเขาจะยอมพยักหน้าเห็นด้วย”

เมิ่งฝูเอ๋อร์พูดพึมพำขึ้นมาว่า “ท่านปู่ของพี่เจียหยางเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เดิมทีเรื่องนี้มีเขาเป็นผู้นำในการลงมือทำจะดีที่สุด แต่ข้าจะสละที่ของข้าให้เขา เขาก็ไม่เอา”

จูเจียหยางรีบพูดขึ้นมาว่า “เจ้าได้งานนี้เพราะโชคดี ข้าย่อมไม่สามารถเอาเปรียบได้”

เมิ่งฝูเอ๋อร์สีหน้าสงสัย นางไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนจึงบอกว่าหลี่หยวนเส้าเป็นคนที่มีจิตใจขี้ระแวง และเป็นคนที่เย็นชาไม่แยแสคนอื่น

ทั้งๆที่เขาเป็นคนใส่ใจและจริงจัง และมักจะคิดเผื่อคนอื่นเสมอ

ตอนที่อยู่ด้วยกัน ไม่มีความรู้สึกว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนที่เว้นระยะห่างกับผู้อื่นเลยสักนิด

คงไม่ใช่เพราะปฏิบัติต่อนางเป็นพิเศษกระมัง

อวิ๋นหลิงเอ่ยหยอกล้อว่า “เจ้าพูดต่อหน้าหลี่หยวนเส้าว่าตัวเองกับจูเจียหยางเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เขาจะไม่หึงได้อย่างไร”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเมิ่งฝูเอ๋อร์ก็แดงเรื่อขึ้นมา อยากจะโบกมืออธิบาย แต่ก็อ้ำอึ้งพูดไม่ออก

หลังจากที่เกิดเรื่องวุ่นวายระหว่างจ้าวหงจูกับหลี่หยวนเส้า ในสายตาของคนอื่น นางกับหลี่หยวนเส้ากลายเป็นคู่รักกันไปแล้ว

ถึงแม้ว่า นี่เป็นเพราะพวกเขาเองไม่ได้อธิบายต่อคนภายนอกให้ชัดเจน

หลังจากที่การลงข่าวหนังสือพิมพ์เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจครั้งนั้น หลี่หยวนเส้าก็เคยเอ่ยขึ้นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาถูกคนอื่นเข้าใจผิด ถ้าหากอยากจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ จะต้องทำอย่างระมัดระวังรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อชื่อเสียงของเมิ่งฝูเอ๋อร์

เพราะในยุคนี้ปฏิบัติต่อหญิงสาวอย่างใจแคบ ถ้าหากถูกฝ่ายชายทิ้งขว้าง คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกหัวเราะเยาะ

ดังนั้นหลี่หยวนเส้าจึงเสนอว่า ถ้าหากต้องการจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ ชื่อเสียงไม่ดีให้เขาเป็นคนแบกรับไว้เอง ไม่ว่าอย่างไรในความสัมพันธ์นี้ ต้องเป็นเขาที่ทำผิดต่อเมิ่งฝูเอ๋อร์ก่อน

เมิ่งฝูเอ๋อร์ไหนเลยจะยินดีให้เป็นเช่นนี้ ถึงตอนนั้นหลี่หยวนเส้าคงไม่มีหน้าอยู่ในสำนักศึกษาอีกต่อไป เดิมทีก็เป็นเพราะนางที่ออกตัวเพราะความใจร้อนไปชั่วขณะ จึงใช้เหตุผลนี้ในการโกหก

ดังนั้นนางจึงเสนอขึ้นมาบ้างว่า ที่บ้านเร่งเร้าให้แต่งงาน ให้หลี่หยวนเส้าช่วยรับมือกับผู้อาวุโสในบ้าน รอให้ทั้งสองคนจบการศึกษาแล้วค่อยหาข้ออ้างที่เหมาะสมเพื่อ”เลิกกัน”

ถึงตอนนั้น เพื่อนนักเรียนต่างก็มีชีวิตของตัวเองกันแล้ว ยุ่งอยู่กับการงานอาชีพ ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของคนอื่นอีก

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ