เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 1207

ชั่วขณะนั้นเสวียนจีไม่รู้ว่าควรร้องไห้หรือหัวเราะดี

ท่านป้าเฟิ่งกลับเป็นฝ่ายกุมมือนางเอาไว้อย่างสนิทสนม “ใช่แล้ว ดังนั้นวาสนาของนางหนูกับตระกูลเฟิ่งเราเป็นชะตาที่ฟ้ากำหนดมาแล้ว”

อาศัยการเคลื่อนไหวนี้ นางได้จับชีพจรของเสวียนจีไปในตัว มั่นใจว่าชีพจรของนางแข็งแรงมั่นคงดี ก็รู้สึกวางใจลง

“เจ้าหิวหรือไม่ รีบลุกขึ้นไปกินข้าวเถอะ พวกเราสองคนจะได้พูดคุยตามประสาผู้หญิง”

เสวียนจีเห็นท่านป้าเฟิ่งมีท่ามีชอบตนเองจากใจจริง ความรู้สึกกระดากอายและตื่นเต้นก็ค่อยๆหายไป พยักหน้าอย่างเขินอาย

ไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เช้า ท้องของนางร้องหิวตั้งนานแล้ว

เพิ่งจะกินซาลาเปารองท้องไปสองลูก อาหารที่สั่งมาจากร้านอาหารก็มาถึงแล้ว

ทั้งสี่คนนั่งล้อมโต๊ะสี่เหลี่ยมเพื่อทานอาหาร บรรยากาศอบอุ่นมาก ไม่ช้าเสวียนจีก็ทำตัวผ่อนคลายลง พูดคุยกับท่านป้าเฟิ่งอย่างสนุกสนานขึ้นมา

อย่างน้อยเมื่อก่อนก็เคยเป็น”เพื่อนร่วมรบชั่วคราว” นิสัยของหนึ่งผู้อาวุโสหนึ่งเด็กสาวเข้ากันอย่างไม่ต้องแปลกใจ นั่งพูดคุยกันอยู่ที่โถงด้านหน้าตลอดทั้งบ่าย แม้แต่สองพ่อลูกเฟิ่งเหมียนก็พูดแทรกไม่ได้เลย

“เจ้าอย่าดูว่าเหมียนเอ๋อร์ที่มีภาพลักษณ์หนักแน่นเป็นผู้ใหญ่ แท้ที่จริงแล้วตอนเขายังเด็กก็เป็นคนดื้อมาก เรื่องซุกซนที่ก่อขึ้นมาใครก็คิดไม่ถึงเลยทีเดียว”

ตอนนี้ ท่านป้าเฟิ่งกำลังพูดถึงวีรกรรมตอนเด็กของเฟิ่งเหมียนไม่หยุด

เสวียนจีหูผึ่งขึ้นมาทันที ถามอย่างอยากรู้มากว่า “จริงหรือ ดื้ออย่างไร”

นางได้ยินเรื่องตอนเด็กของเฟิ่งเหมียนน้อยมาก ทุกครั้งที่เอ่ยถึง อีกฝ่ายจะบอกว่าก่อนอายุสิบหกปีเขาอยู่แต่ในวัดไท่ชิง วันเวลาที่ต้องบำเพ็ญเพียรนั้นน่าเบื่อมาก ไม่มีอะไรน่าพูดถึง

พูดถึงเรื่องสมัยเด็กของเฟิ่งเหมียน ท่านป้าเฟิ่งพูดคล่องราวกับนับสมบัติในบ้านจริงๆ

“ตอนที่เหมียนเอ๋อร์เกิด หวู๋ซินไต้ซือเคยมอบยันต์ป้องกันตัวให้เขาหนึ่งชิ้น กำชับพวกข้าว่าต้องให้เหมียนเอ๋อร์พกติดตัวและอาศัยอยู่ในวัดไท่ชิง กระทั่งอายุสิบหกปีจึงจะสามารถลงจากเขาได้ มิเช่นนั้นจะถูกสิ่งชั่วร้ายรบกวน”

“ดังนั้น เหมียนเอ๋อร์จึงอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกใต้ภูเขาตั้งแต่เด็ก เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของพวกเราและแอบลงไปจากเขา ทำเรื่องโง่ๆเอาไว้ไม่น้อยทีเดียว ทุกครั้งที่ถูกพวกเราและอาจารย์ลุงอาจารย์อาของเขาจับได้ ก็จะถูกลงโทษด้วยการตีทุกครั้ง”

เฟิ่งเหมียนมีบุคลิกนิ่งเงียบเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็ก ไม่ค่อยพูดจา แต่ในใจกลับมีความคิดเป็นของตัวเอง

อย่าดูว่าภายนอกเขาเป็นคนรู้ความ เรื่องที่ไม่ให้เขาทำ กลับสามารถคิดหาวิธีจนบรรลุเป้าหมายได้

แต่ว่าตระกูลเฟิ่งก็มีผู้สืบทอดตระกูลเพียงคนเดียว ดังนั้นผู้บำเพ็ญทั้งหมดในสถานที่ปฏิบัติธรรมต่างก็ให้ความสำคัญกับเขามาก

และในปีที่เฟิ่งเหมียนอายุเจ็ดขวบ ได้พบเห็นเรื่องการลักพาตัวในวัดไท่ชิงโดยบังเอิญ

เรื่องราวคร่าวๆคือการแก่งแย่งชิงดีของหลังบ้านตระกูลผู้ดีตระกูลหนึ่ง มีคนจ้างโจรลักพาตัว แสร้งทำเป็นคนส่งของ ฉวยโอกาสที่นายหญิงของบ้านนั้นพาลูกไปไหว้พระที่วัดไท่ชิง อาศัยจังหวะที่ไม่ทันระวังลักพาตัวคุณชายน้อยไป แอบซ่อนเอาไว้ในกล่องสินค้า

แม้ว่าเฟิ่งเหมียนอายุยังน้อย ความฉลาดและความช่างสำรวจนั้นกลับเกินเด็กในวัยเดียวกัน สังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากลของโจรลักพาตัวตั้งแต่แรก ไม่เหมือนคนที่มาส่งอาหารและเสบียงของวัดไท่ชิงที่ผ่านมา

ดังนั้นเขาจึงมองคุณชายน้อยคนนั้นที่ถูกลักพาตัวและอุดปาก ซ่อนเอาไว้ในกล่องไม้ด้วยท่าทีสงบ

หลังจากนั้นก็หาผู้ใหญ่ให้ดึงความสนใจของคนส่งของตัวปลอมออกไป ก่อนจะช่วยคุณชายน้อยออกมาจากกล่องไม้

เขาไม่ให้คุณชายน้อยไปฟ้องแม่ ได้แต่ให้อีกฝ่ายซ่อนตัวอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม หลังจากนั้นตนเองก็ฉวยโอกาสมุดเข้าไปในกล่องไม้

“เช่นนี้เอง เหมียนเอ๋อร์คิดแผนการดังที่ใจปรารถนา อยากจะยืมมือของโจรลักพาตัวแอบหนีลงไปจากเขา คิดไม่ถึงว่ากล่องไม้เพิ่งจะถูกยกลงไปถึงตีนเขา กลุ่มโจรลักพาตัวก็ถูกทหารของทางการจับกุมเอาไว้ได้”

ที่แท้สาวใช้ของตระกูลนั้นได้รับรู้แผนการร้ายของคนชั่วโดยไม่ตั้งใจ จึงได้แจ้งทางการทันที

หลังจากเรื่อง”ทำตัวเป็นอันธพาล”ครั้งนั้น เขาย่อมถูกตำหนิยกใหญ่ ได้รับรางวัลเป็นการกักบริเวณหนึ่งเดือน

ตอนนั้นเขาอายุครบสิบขวบแล้ว มีความเข้าใจและเชี่ยวชาญเรื่องธรรมะและการบำเพ็ญตนระดับหนึ่งแล้ว

ดังนั้นจึงมักจะลุกขึ้นมาฝึกฝนกลางดึก อธิษฐานขอให้บรรพบุรุษดลบันดาลคู่แต่งงานตามโชคชะตาปรากฏตัวขึ้นเร็วๆ จะได้หลุดพ้นจากกรงขังแห่งความทุกข์

แต่แล้วก็ทำการฝึกฝนกว่าครึ่งเดือน บรรพบุรุษก็ไม่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ กลับเป็นเขาที่อดนอนจนขอบตาดำคล้ำ เส้นผมร่วงไปมากมาย

หลังจากที่ท่านป้าเฟิ่งรู้เรื่อง ก็หัวเราะเยาะลูกชายอย่างไม่ไว้หน้าเลยสักนิด

อาจจะเป็นเพราะพบเจออุปสรรคหลายครั้ง ภายใต้ความโมโหของเฟิ่งเหมียน จึงได้โยนยันต์ป้องกันตัวทิ้งไป

พูดถึงตรงนี้ ท่านป้าเฟิ่งก็โมโหขึ้นมาอีกครั้ง “นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ โยนยันต์ป้องกันตัวทิ้งไปไม่ถึงสองวัน ก็เป็นหวัดและมีไข้สูง ทำเอาข้าตกใจแทบตาย คนในสถานปฏิบัติธรรมก็ตื่นตระหนกกันไปหมด รีบออกไปตามหายันต์ป้องกันตัวทั่วทั้งภูเขา”

สุดท้าย ก็มีนกกางเขนตัวหนึ่งคาบยันต์ป้องกันตัวกลับมา

ว่าไปแล้วก็น่าอัศจรรย์มาก หลังจากที่ได้ยันต์ป้องกันตัวกลับคืนมาไม่นาน อาการป่วยของเฟิ่งเหมียนก็หายดี

ท่านป้าเฟิ่งจำได้ว่าตอนที่เขาไข้ขึ้นจนสติเลอะเลือน มักจะพึมพำว่ามีคนมากมายอยู่ข้างเตียงทุกคืน บนหลังคามีคน ใต้เตียงก็มีคน

ทำเอานางกังวลจนนอนไม่หลับ เฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืน ผมขาวโพลนไปหลายเส้น

หลังจากที่เฟิ่งเหมียนฟื้นมา กลับจำสิ่งที่เห็นตอนไม่สบายไม่ได้เลยสักนิด

แต่การป่วยครั้งนั้นก็ถือเป็นการฝึกฝนนิสัยของเขาอย่างแท้จริง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่ทำเรื่องนอกลู่นอกทางและไร้เหตุผลอีก

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ