พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 406

ตำแหน่งองค์รัชทายาทว่างเว้นมานานวัน หลายปีที่ผ่านมาฝ่ายต่างๆ ในราชสำนักต่างมีความคิดเห็นของตัวเอง แต่เซียวปี้เฉิงก็เป็นผู้ที่มีอำนาจบารมีสูงสุดมาตลอดคนหนึ่ง

แม้จะเงียบหายไปสองปีด้วยโรคตา แต่หลังจากเขากลับมามองเห็นก็บุกเป็นพายุกวาดชัยชนะเด็ดขาด ระหว่างที่ในวังเกิดเหตุก่อกบฏเขายังปกป้องเมืองหลวงในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน เรียกได้ว่าเป็นความหวังของผู้คนทั่วหล้า

เหล่าขุนนางในราชสำนักไม่คัดค้านการแต่งตั้งเซียวปี้เฉิงเป็นรัชทายาท พวกเขาก็ไม่แปลกใจที่องค์ชายห้าได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นอ๋องและได้รับคฤหาสน์

แต่การลงโทษฮองเฮาเฟิงกับหวงกุ้ยเฟยอย่างกะทันหันนั้น ทุกคนในตำหนักทองหลวงก็พากันแตกตื่นตกใจ

“นี่...เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงถอดถอนฮองเฮา ซ้ำยังลงโทษประหารชีวิตด้วยเล่า”

“เจ้ายังไม่รู้หรือนี่ ได้ยินมาว่าองค์ชายพิการที่พลัดตกจากหอสูงลงมาจนความจำเสื่อมนั้น ก็เป็นฝีมือของฮองเฮาด้วย บัดนี้เกรงว่าจะเป็นการสะสางคดีเก่าในอดีตให้กระจ่าง”

“แต่ฝ่าบาททรงสั่งให้กักขังฮองเฮาที่ศาลบรรพชนไม่ใช่หรือ ไฉนจู่ๆ …”

บรรดาขุนนางต่างตกตะลึงและนึกสงสัย ทั้งราชสำนักล้วนรู้ดีว่าจักรพรรดิจาวเหรินกับฮองเฮาเป็นสหายวัยเยาว์ มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งนัก ถึงจะเป็นการสะสางคดีเก่าในอดีตให้กระจ่าง แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นสั่งประหาร

นี่มันเกิดอะไรขึ้น

พวกเขามองไปทางเสนาบดีซ้ายเฟิงโดยไม่รู้ตัว ทว่ากลับเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งเงียบไม่ขยับ แม้ใบหน้าจะซีดเล็กน้อย แต่สีหน้าก็สงบ เห็นชัดว่าเขารู้เรื่องพระราชโองการของจักรพรรดิจาวเหรินและสาเหตุของเรื่องนี้มาก่อนแล้ว

ขณะที่เสนาบดีขวาหลี่ไม่ได้สงบนัก เขาเอ่ยถามอย่างร้อนใจด้วยแววตาตะลึงงัน “กระหม่อมขอบังอาจถามฝ่าบาท ว่าหวงกุ้ยเฟยทำผิดอะไรจนทำให้พระองค์ต้องลงโทษอย่างหนักถึงขั้นลดตำแหน่ง”

จักรพรรดิจาวเหรินทรงโบกพระหัตถ์ด้วยท่าทางลำบากพระทัย “ฝูเต๋อ ประคองข้ากลับพระที่นั่งบำรุงฤทัย แล้วให้หัวหน้าผู้ตรวจการออกมาประกาศให้ขุนนางทุกคนทราบแล้วกัน”

ฝูกงกงรีบขึ้นไปประคองจักรพรรดิจาวเหรินด้วยความปวดใจ หลังจากเขาเดินจากไป ขุนนางก็มองหน้ากันไปมา หัวหน้าผู้ตรวจการก็หอบสมุดเดินขึ้นหน้าไปด้วยสีหน้าหนักใจ

หัวหน้าผู้ตรวจการมีสถานะรองจากอัครเสนาบดีเท่านั้น มีหน้าที่ตรวจสอบดูแลเหล่าขุนนางทั้งหลาย ควบคุมเรื่องต่างๆ เช่น การกล่าวโทษและรักษาความเรียบร้อยของขุนนาง

ขณะที่เขาประกาศ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฮองเฮาเฟิงทำในอดีตได้ประกาศต่อสาธารณชนอย่างรวดเร็ว ส่วนหวงกุ้ยเฟยก็หนีคำครหาวิจารณ์ไม่พ้นเช่นกัน

ในตำหนักทองหลวงบังเกิดเสียงสูดหายใจดังขึ้นเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า ผ่านไปเนิ่นนาน เหล่าขุนนางก็แยกย้ายกันไปในที่สุด

ในตำหนักเว่ยยาง หวงกุ้ยเฟยได้รับพระบรมราชโองการถอดถอนยศอย่างรวดเร็ว

ฝูกงกงประกาศราชโองการเสร็จ ก็กำชับด้วยความหวังดีสองสามคำ “กระหม่อมก็ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่เฝ้าดูพระสนมหลี่กุ้ยเฟยเติบโตขึ้น วันนี้จึงขอวิสาสะกล่าวเตือนสักสองสามคำ จิ้งอ๋องไม่เหมือนกับในวันวานแล้ว ยามปกติท่านมักจะเก็บอารมณ์อยู่ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นอย่าไปทำลายความเป็นพี่น้องระหว่างเขากับเยียนอ๋อง ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดผลดีต่อเยียนอ๋อง รังแต่จะเกิดผลร้าย”

ไม่ว่าจะพูดอย่างไร หลี่กุ้ยเฟยก็ยังคงเป็นเสด็จแม่ในนามของเซียวปี้เฉิง จากนี้ไปขอเพียงนางนุ่งเจียมห่มเจียม ไม่คิดก่อเรื่องส่งเดชอีก ลำพังแค่อาศัยบุญคุณที่ชุบเลี้ยงเยียนอ๋องกับจิ้งอ๋องจนเกิดมิตรภาพที่ดีต่อกันนี้ นางก็จะมีแต่ความรุ่งโรจน์และมั่งคั่งอันไม่มีที่สิ้นสุด

“หม่อมฉันน้อมรับพระราชโองการ ขอบพระทัยเพคะ”

หลี่กุ้ยเฟยสีหน้าสับสน เปลี่ยนความหยิ่งยโสตามปกติที่มี ด้วยการค้อมศีรษะอันสูงส่งลงแล้วคุกเข่าลงรับพระราชโองการ

ขอเพียงยอมอ่อนข้อให้จิ้งอ๋องกับชายาลงสามส่วนนับต่อจากนี้ไป เยียนอ๋องก็จะมีที่พึ่งอันแข็งแกร่งและมั่นคง

ไหนเลยนางจะไม่เข้าใจเหตุผลข้อนี้ แต่ในใจก็อดนึกเคืองไม่ได้ ทว่าก็อับจนหนทาง

หลังจากฝูกงกงจากไป แม่นมเหอเยว่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าใจ “ฝ่าบาทถึงกับลดยศท่านลง หากวันหน้าจวิ้นกุ้ยเหรินได้ประทานยศเป็นเสียนเฟย ก็จะไม่เท่าเทียมกับท่านหรอกหรือ”

ถึงแม้เสียนเฟยจะต่ำกว่ากุ้ยเฟยหนึ่งขั้น แต่จวิ้นกุ้ยเหรินเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดจิ้งอ๋อง การเลื่อนและลดยศของจักรพรรดิจาวเหรินนั้นเป็นการบอกทุกคนอย่างชัดเจนว่า สถานะของสนมทั้งสองจะเท่ากันนับจากนี้เป็นต้นไป

แม่นมเหอเยว่คิดว่า บุญคุณที่เลี้ยงดูนั้นยิ่งใหญ่คับฟ้า ที่จิ้งอ๋องมีวันนี้ได้ก็เพราะอาศัยความใจกว้างและยอมเลี้ยงดูของหลี่กุ้ยเฟยล้วนๆ

แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้ ไม่เพียงเขาจะไม่มาถามไถ่สักคำสองคำ ทว่ายังไปไหว้จวิ้นกุ้ยเหรินที่สุสานหลวงอีก ยามเช้าตรู่นางเห็นคนกลุ่มใหญ่ถือถาดที่มีเครื่องบูชาสารพัดชนิดเดินไปตามถนนในพระราชวังอย่างเอิกเกริก

“ฝ่าบาททรงหมายจะขจัดอุปสรรคให้เขา แม้กระทั่งประทานความตายให้เฟิงซั่นเย่ว์ นับประสาอะไรกับการลดยศของข้าเล่า” หลี่กุ้ยเฟยถอนหายใจเบาๆ “ดีที่ตอนนั้นไม่ได้ไปร่วมสังฆกรรมทำร้ายสาวใช้คนนั้นมากเกินไป หาไม่แล้ว…”

แม่นมเหอเยว่ไม่เอ่ยคำ ในใจรู้สึกโชคดีอยู่บ้างและหวาดหวั่นเล็กน้อย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ