เสวียนจีรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เขยิบเข้าไปหาอีกครั้ง “ถ้าเช่นนั้นท่างลองพูดมาให้ละเอียด พวกเขาจะมีจุดจบที่ไม่ดีอย่างไร”
“เจ้ารู้สึกสนใจในตัวยินถังมากเลยหรือ”
“ก็ใช่”
ในเมืองหลวงของแคว้นต้าโจว จะไปหาของเล่นที่สนุกกว่านี้ได้ที่ไหนกัน
เฟิ่งเหมียนรู้สึกแค่ว่าในใจมีความหงุดหงิดผุดขึ้นมา หลับตาแล้วก็เอ่ยด้วยเสียงเย็นชาว่า “ท้องฟ้ามืดมาก ข้ามองเห็นโหงวเฮ้งของพวกเขาไม่ละเอียด และอธิบายไม่ถูกว่าเพราะอะไร”
หลังจากนั้น เขาก็ไม่อยากจะสนใจเสวียนจีอีก ปล่อยให้อีกฝ่ายบ่นอยู่ข้างหูแต่ก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมา
เสวียนจีคิดแค่ว่าเฟิ่งเหมียนยังคงรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องที่ถูกบีบให้”โกหกหลอกลวง” จึงไม่ได้คิดมากอะไร
เวลานี้บนถนนเงียบสงบมาก ลมเย็นยามค่ำคืนพัดโชยมา นั่งอยู่ในรถสามล้อไม้ที่โคลงเคลงไปมาเบาๆ ไม่ช้าก็รู้สึกถึงความง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามา
นางชอบนอนกว่าคนปกติมาแต่ไหนแต่ไร วันนี้ตื่นเต้นมาทั้งวัน ทั้งยังอยู่ที่จวนยินจนดึกดื่น ไม่ช้าก็ร่างกายโอนเอนนอนหลับไป
เฟิ่งเหมียนที่นิ่งทำสมาธิอยู่ข้างๆ ไม่ง่ายกว่าจะทำให้กลับคืนสู่ความสงบ จู่ๆก็รู้สึกถึงบางอย่างที่กระแทกลงมาบนตักของเขาอย่างหนัก.....เสี้ยววินาทีนั้น
“อุ๊บ......”
เฟิ่งเหมียนส่งเสียงในลำคอ ใบหน้ามีแววอดกลั้นความเจ็บปวดวาบผ่าน ลืมตาขึ้นมาทันที
พอเขาก้มหน้าลง ก็เห็นว่าศีรษะของเสวียนจีนอนอยู่บนหน้าตักของตนเอง หลับสนิทโดยไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ปากที่อ้าอยู่เล็กน้อยมีเสียงกรนเป็นครั้งคราว
ใบหน้าหล่อเหลาของเฟิ่งเหมียนแดงขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเจ็บหรือสาเหตุอื่น
ยังไม่ทันที่เขาจะย้ายศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมดกดำของเสวียนจีออกไป คนที่นอนอยู่บนตักก็บิดตัวไปมาอย่างผ่อนคลาย ตะแคงตัวเข้าใกล้อ้อมอกของเขา
ใบหน้าเรียวเล็กของเสวียนจีอยู่ห่างจากหน้าท้องของเฟิ่งเหมียนเพียงผ้าไม่กี่ชั้นที่กั้นอยู่ เฟิ่งเหมียนรู้นึกแค่ว่าลมหายใจที่อุ่นร้อนนั้นราวกับสามารถทะลุผ่านผ้าหนาๆได้ ทำให้ร่างกายมีไฟลุกท่วมขึ้นมา
เขาตัวแข็งทื่อไปเล็กน้อย หายใจรัวเร็วขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผลักศีรษะของเสวียนจีออกตามสัญชาตญาณ แต่เพิ่งจะยื่นมือออกไป เสวียนจีก็เอามือมาโอบเอวของเขาเอาไว้ มุดหน้าเข้าไปลึกกว่าเดิม
“อุ๊บ......”
เสวียนจีพึมพำราวกับอยู่ในฝัน
มือของเฟิ่งเหมียนชะงักไปทันที เผลอเอามือไปประคองศีรษะของนางเอาไว้ เกรงว่าคนในอ้อมอกจะไหลลงไป
และเป็นการป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ในจุดที่ไม่สามารถอธิบายได้โดยไม่ตั้งใจ
ระยะทางที่กลับวังไม่ไกลมาก แต่เฟิ่งเหมียนกลับรู้สึกยาวนานนับปี อากาศภายนอกในฤดูใบไม้ร่วงหนาวเย็น แต่อุณหภูมิในรถกลับพุ่งขึ้นไม่หยุด
ไม่ง่ายเลยกว่าที่รถสามล้อไม้จะกลับไปถึงตำหนักด้านข้างของตำหนักบูรพาอย่างทรมาน องครักษ์ที่ขับรถอยู่ข้างนอกเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ใต้เท้าเฟิ่งเหมียน แม่นางจิน สามารถลงจากรถได้แล้ว”
“ข้ารู้แล้ว เอารถไปจอดที่หน้าประตูตำหนักด้านข้าง ข้าลงไปก่อนเถอะ”
องครักษ์ไม่กล้าถามอะไรมาก รับคำจากนั้นก็ถอยไป
ผ่านไปชั่วครู่ เฟิ่งเหมียนจึงอุ้มเสวียนจีที่หลับสนิทลงมาจากรถ
ตอนนี้เขาอาศัยอยู่กับเสวียนจีที่ตำหนักด้านข้าง เพียงแต่คนหนึ่งอยู่ในเรือนตะวันออก อีกคนอยู่ในเรือนตะวันตก ใกล้กันมาก
ปกติเสวียนจีจะชอบศึกษาทดลอง ส่วนเฟิ่งเหมียนชอบความสงบ ดังนั้นในตำหนักด้านข้างที่เรียกว่าตำหนักลั่วเซีย นอกจากนางกำนัลที่มาทำความสะอาดในตอนกลางวันแล้ว เวลาอื่นจะไม่มีใครอยู่เวรเลย
อาศัยแสงไฟรำไรจากโคมไฟ เฟิ่งเหมียนอุ้มเสวียนจีกลับไปยังเตียงที่อยู่ในเรือนด้านข้าง หลังจากที่ช่วยนางถอดเสื้อคลุมและรองเท้าออกอย่างอดทนแล้ว ก็คลุมผ้าห่มให้นาง แต่ไม่ได้จากไปในทันที
เขานั่งอยู่ข้างเตียง มองดูเสวียนจีที่หลับสนิทโดยไม่พูดไม่จาสักคำ
นอนเก่งกว่าหมูจริงๆ ทรมานอย่างไรก็ไม่ตื่น
เฟิ่งเหมียนเคยได้รับบทเรียนจากการนอนของเสวียนจีแล้ว ขอเพียงเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่ว่าภายนอกจะมีพายุหรือฟ้าผ่าก็ไม่สะทกสะท้าน
ตอนนั้นเขารู้สึกชื่นชมความสามารถของนางหนูคนนี้จริงๆ ตอนนี้กลับรู้สึกว่าอันตรายมาก
เมื่อครู่ตอนที่ถอดเสื้อคลุมก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ถ้าหากตกไปอยู่ในมือคนชั่ว จะทำอย่างไร
นางกำลังหิว จึงไม่รบเร้าเฟิ่งเหมียน แบะปากและเดินจากไป
เฟิ่งเหมียนรู้สึกโล่งใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมาเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน จากนั้นก็ดึงผ้าห่มออก ไปซักในลานบ้านด้วยตัวเอง
เหล่านางกำนัลเห็นเขาซักเสื้อผ้าด้วยตนเองในฤดูใบไม้ร่วง ต่างก็รู้สึกตกตะลึงมาก “ใต้เท้าเฟิ่งเหมียน อากาศเย็นมาก เสื้อผ้าและผ้าห่มเหล่านี้มอบให้นางกำนัลในห้องซักล้างทำเถอะเจ้าค่ะ”
เฟิ่งเหมียนไม่อยากจะยืมมือคนอื่น ว่าไปก็แปลก เมื่อก่อนเขามองปฏิกิริยาทางกายภาพเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของธรรมชาติ ไม่เคยรู้สึกว่ามีอะไร แต่วันนี้กลับรู้สึกอายอย่างน่าประหลาด
“ไม่ต้องแล้ว ข้าทำเองก็พอ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญเพียร”
นางกำนัล “......”
ใต้เท้าเฟิ่งเหมียนช่างเป็นคนน่าประหลาดจริงๆ
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของเสวียนจี และตรวจพบความผิดปกติอีกอย่างหนึ่ง
นางรีบวิ่งแจ้นไปหาสองสามีภรรยาอวิ๋นหลิง ทำราวกับเป็นเรื่องใหญ่ “ไม่ได้การแล้ว ไม่ได้การแล้ว พี่เหมียนจื่อคิดเรื่องบำเพ็ญเพียรจนผิดปกติไปแล้ว ถ้าขืนยังเป็นอย่างนี้ต่อไปข้าว่าเขาคงต้องเข้าขั้นหมกมุ่นแน่ๆ”
หลังจากที่เซียวปี้เฉิงได้ยิน ก็เอ่ยเสนอแนะขึ้นมาด้วยสีหน้ายากจะอธิบายว่า “ถ้าเช่นนั้นก็หาภรรยาให้ไข่เหล็กสักคนเถอะ ดูสภาพของเขาเช่นนี้ก็น่าสงสารมาก ถ้าหากมีคนที่ยินดีจะเป็นคู่สามีภรรยาในการช่วยเขาบำเพ็ญเพียรจริงๆเล่า”
เสวียนจีพยักหน้ารับ “ใช่แล้วใช่แล้ว อีกครึ่งเดือนสำนักศึกษาชิงอี้จะมีการเปิดชมรมมิใช่หรือ ถึงเวลาก็พาเขาไปด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะเจอคนที่ศีลเสมอกันก็ได้”
อวิ๋นหลิงเห็นพวกเขาสองคนต่างก็เสนอแนะเช่นนี้ จึงได้พยักหน้าตอบตกลง
“เอาเถอะ เช่นนั้นก็ลองพาไข่เหล็กไปหาคู่ในการเปิดชมรมดูแล้วกัน”
ชมรมสำนักศึกษาชิงอี้นั้นเปิดสำหรับบุคคลภายนอก เพราะนักเรียนหญิงมีจำนวนมาก จนสามารถเล่นไพ่นกกระจอกได้สิบกว่าโต๊ะทีเดียว ย่อมต้องดึงดูดบุคคลภายนอกได้แน่
และการหาคู่เป็นเพียงหนึ่งในเป้าหมายที่วางเอาไว้เท่านั้น มากไปกว่านั้นคือการประชาสัมพันธ์ต่อบุคคลภายนอก
หลายวันมานี้ อวิ๋นหลิงกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการเรื่องเหล่านี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้ติดต่อกันเป็นอาทิตย์ละคะ...
ทำไมแสดงความคิดเห็น แล้วข้อความหายอ่ะ...
ซื้อตอนแล้วไม่ได้ปลดล๊อคค้างไว้เหรอคะ แบบนี้ก็ย้อนกลับมาอ่านไม่ได้สิคะ มือกดโดนผิดวิ่งไปหน้าอื่นต้องเสียเงินอีกรอบงี้เหรอ...
ทำไมซื้อตอนปลดล๊อคแล้ว กลับไปย้อนอ่านต้องปลดล๊อคใหม่คะ...
ทำไมตอนซื้อแล้วล๊อคไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนแล้วเปิดหน้าใหม่แล้วย้อนกลับไปอ่านไม่ได้คะ ล๊อคเหมือนเดิมต้องจ่ายเงินซื้อใหม่ตลอดรึคะ...
ทำไมปลดล๊อคแล้ว กดข้ามไปตอนใหม่แล้วย้อนกลับมาอ่านไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนไม่ได้คะ...
เติมเหรียญอย่างไร...
วิธีเติมเหรียญตรงไหนอย่างไร...