เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 903

อวิ๋นหลิงยิ้มอ่อนโยนพลางพยักหน้า เล่นเป็นเพื่อนกับลูกชายทั้งสองคนด้วยความอยากรู้ในร้านของเฟิงอู๋จีครู่หนึ่ง เห็นผู้คนที่สนใจเริ่มทยอยกันเข้ามาท้าประลอง จึงชวนเซียวปี้เฉิงไปเดินเที่ยวจุดอื่น

เสวี่ยถวนกอดคอของเซียวปี้เฉิงเอาไว้ ดวงตากลมโตจ้องมองไปทั่วด้วยความอยากรู้ ผ่านไปครู่หนึ่งก็พูดอย่างจริงจังว่า “รอให้ถวนถวนกับพี่ชายอายุสามขวบแล้ว จะมาเรียนที่นี่ ดีไหมท่านพ่อ”

เซียวปี้เฉิงบีบแก้มเล็กๆของเขา พูดยิ้มๆว่า “ทำไม ไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาลแล้วหรือ”

เสวี่ยถวนย่นจมูก ยกมือเล็กอวบอ้วนขึ้นมาปิดหูพลางพูดว่า “พวกเด็กๆในโรงเรียนอนุบาลชอบร้องไห้ ร้องไห้เสียงดังมากด้วย”

โรงเรียนอนุบาลหลวงเพิ่งจะเริ่มทดลองการเรียนการสอนในภาคเรียนนี้ เมื่อเทียบกับสำนักศึกษาชิงอี้ที่พิเศษ การสอนของโรงเรียนอนุบาลจะง่ายกว่ามาก ไม่แตกต่างจากโรงเรียนเอกชนที่สืบทอดกันมามากนัก สองสามีภรรยาจึงไม่ต้องใช้กำลังทุ่มเทมากเกินไป

ตอนนี้มีซวงหลีกับเฉียวเย่รับผิดชอบ กู้ฉางเซินก็แบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปช่วยทางนั้น ดำเนินการอย่างมั่นคงมาสามเดือนแล้ว

ระหว่างนั้นเซียวปี้เฉิงได้พาลูกชายทั้งสองที่อยากจะเรียนหนังสือไปเยี่ยมชมแล้ว และเติมเต็มความอยากรู้ของพวกเขา

เมื่อเทียบกับโรงเรียนอนุบาลในปัจจุบัน ตอนนี้โรงเรียนอนุบาลหลวงเหมือนสถานรับเลี้ยงเด็กเสียมากกว่า

เด็กๆที่มาเรียนจู่ๆก็ต้องออกจากจวนอยู่ห่างจากแม่นมและพ่อแม่ที่คุ้นเคย อย่างไรก็ต้องร้องไห้ ช่วงเดือนที่หนึ่ง แทบจะมีแต่เสียงร้องโหยหวนทุกวัน

เสวี่ยถวนชอบความสงบ ไปแค่สองครั้งก็ไม่อยากจะไปอีก

อวิ๋นหลิงไม่อยากให้เขาเกิดการต่อต้านในใจ จึงเอ่ยยิ้มๆว่า “แต่พี่นั่วเอ๋อร์ก็ไปเรียนแล้ว เจ้าไม่อยากจะเล่นกับนางหรือ”

เสวี่ยถวนเอ่ยขึ้นช้าๆว่า “อยาก พี่นั่วเอ๋อร์มาเรียนที่นี่ด้วยไม่ได้หรือ”

“ท่านแม่และน้าของพี่นั่วเอ๋อร์ต่างก็ทำงานอยู่ในโรงเรียนอนุบาล ถ้ามาเรียนที่นี่ละก็ นางก็จะไม่สามารถเห็นหน้าท่านแม่ทุกวันแล้ว เจ้าก็เหมือนกัน สำนักศึกษาห่างจากบ้านเรามาก ถ้าเจ้ามาเรียนที่นี่ ก็ต้องรอหลายวันกว่าจะเจอหน้าพ่อกับแม่สักครั้ง”

เสวี่ยถวนได้ยินถึงตรงนี้ ก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอ่ยอย่างไม่สบายใจว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มาแล้ว”

เขาทำใจไม่เจอพ่อแม่กับพี่ชายและน้องสาวไม่ได้

อวิ๋นหลิงแอบยิ้ม เอ่ยปลอบเสียงอบอุ่นว่า “เจ้าอยากจะมาก็ได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องตัวสูงเท่ากับพี่ชายเหล่านี้จึงจะได้ แม่รับปากเจ้า รอให้เจ้าอายุครบสิบขวบ ถ้าหากสามารถผ่านการสอบของสำนักศึกษาชิงอี้ ก็ให้น้าเขยเจ้าสำนักศึกษารับเจ้าเป็นกรณีพิเศษ”

นางรู้ว่าลูกชายเป็นเด็กอัจฉริยะ เรื่องการเรียนย่อมต้องเรียนรู้ได้ไวกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เรียนข้ามชั้นจะเหมาะสมที่สุด

“แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นเจ้าต้องอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลกินข้าวให้ดี ตั้งใจเรียนถึงจะได้ ภายหน้าหากสอบเข้าที่นี่ไม่ได้จะทำอย่างไร”

อวิ๋นหลิงหวังว่าเสวี่ยถวนจะสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้บ้าง ตอนนี้เด็กคนนี้เป็นคนติดพี่ชายมาก นอกจากฮั่วถวนและบางคน จะพูดคุยกับคนอื่นๆน้อยมาก ถ้าหากภายหน้ากลายเป็นโรคกลัวสังคมจะทำอย่างไร

นั่วเอ๋อร์เมื่อก่อนก็มีความเก็บตัวระมัดระวังอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ไปโรงเรียนอนุบาล ได้เห็นเสิ่นชิ่นทุกวัน สามารถเห็นได้ชัดเลยว่านางสดใสร่างเริงขึ้นมาไม่น้อย

เสวี่ยถวนดวงตาเป็นประกายขึ้นมา ตอบรับด้วยเสียงน่ารัก

“ได้”

ฮั่วถวนได้ยินเช่นนั้น ก็รีบพูดขึ้นว่า “ข้าด้วยยังมีข้าอีกคน ข้าก็จะมาเรียนที่นี่”

เซียวปี้เฉิงจิ้มไปที่หน้าผากของเขา “ทุกครั้งที่สอนเจ้านับเลข ก็มักจะหลบไปเล่นกับท่านทวด ถ้าสอบไม่ผ่านดูซิว่าเจ้าจะทำอย่างไร”

พูดจบ เสวี่ยถวนก็ยืดอกปกป้องเป็นคนแรก “ข้าจะสอนท่านพี่นับเลขอ่านหนังสือเอง พี่ต้องผ่านการสอบแน่”

ฮั่วถวนพยักหน้ารัวๆ “ถูกต้อง วันหน้าข้าจะไม่เห็นแก่เล่นอีกแล้ว”

เขาไม่อยากแยกจากน้องชาย

เซียวปี้เฉิงเห็นพวกเขาทำท่าเป็นพี่น้องที่รักกันมาก ก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึง วันเวลาในวัยเด็กที่ได้อยู่ร่วมกันกับเยี่ยนอ๋อง

ตอนนั้นเยี่ยนอ๋องก็ชอบติดสอยห้อยตามเขาไปทุกที ถ้าไม่ใช่เพราะช่วงหลังพระสนมหลี่เปลี่ยนไป ไม่อนุญาตให้เยี่ยนอ๋องสนิทสนมกับเขาเกินไป ไม่แน่ว่าทั้งสองคนอาจเป็นเหมือนพี่น้องถวนถวนคู่นี้ตลอดไปก็ได้

แต่ตอนนี้พระสนมหลี่ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว บางครั้งเยี่ยนอ๋องมาเป็นแขกที่ตำหนักบูรพา เซียวปี้เฉิงยังได้รับสิ่งของที่พระสนมหลี่ฝากมาให้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นของลูกๆทั้งสามคน

ทั้งแม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงต่างก็ยังคงไม่ค่อยพบปะทักทายกัน แต่ความสัมพันธ์ค่อยๆดีขึ้นมาแล้ว

“รออีกประเดี๋ยวร้านของหวานก็จะเปิดแล้ว ถ้านายท่านว่างไม่มีอะไรทำ ก็ช่วยข้าชิมรสชาติของของหวานเถอะ จะได้ดับกระหายไปด้วย”

ว่าแล้ว แม่นางหลีก็หมุนตัวไปยกของหวานเจ็ดแปดถ้วยที่มีรสชาติไม่เหมือนกันออกมา วางไว้เต็มโต๊ะ

ในมุมที่จักรพรรดิจาวเหรินมองไม่เห็น เส้นเอ็นที่ขมับของแม่นางหลีเต้นตุบๆ

เรื่องที่ทำให้ปวดหัวที่สุดในโลกนี้ คงหนีไม่พ้นการถูกรบเร้าจากฮ่องเต้

ที่น่าปวดหัวไปมากกว่านั้นคือ ไม่ง่ายเลยกว่าจะรวบรวมความกล้าขึ้นมา ล่วงเกินฮ่องเต้เพื่อปฏิเสธอย่างเสี่ยงอันตราย อีกฝ่ายยังคงยืนยันที่จะแสดงออกถึงความ”จริงใจ”อย่างไม่ยอมแพ้

ถ้าหากจักรพรรดิจาวเหรินยังคงพูดต่อไป แม่นางหลีคงอดไม่ได้ที่จะให้ตัวเองวางยาถ่ายลงในของหวาน

หวังแค่ว่าของหวานเต็มโต๊ะนี้จะสามารถอุดปากของเขาไว้ได้

จักรพรรดิจาวเหรินทอดถอนใจ ใบหน้ากลับอบอุ่นและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอดทนว่า “ได้ๆๆ ของหวานที่หว่านเจิงทำ ไม่ว่าอะไรก็อร่อย”

พูดจบ เขาเพิ่งจะหยิบช้อนขึ้นมา ก็รู้สึกถึงกลิ่นหอมที่ลอยมาจากทางด้านหลัง หญิงสาวที่แต่งกายสวยงามมากมายยืนเบียดอยู่เต็มร้านของหวานในชั่วพริบตา

“นายท่าน ในที่สุดก็หาท่านพบ”

แขนของจักรพรรดิจาวเหรินถูกหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเขย่าไปมาอย่างออดอ้อน เขาหันไปมอง เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยปรากฏอยู่ตรงหน้า รู้สึกประหลาดใจมาก

นี่มันสวี่เหม่ยเหรินที่อยู่ในวังและชอบทำตัวสกปรกมอมแมมไม่มีความเป็นพระสนม ทั้งยังชอบปลูกพืชผักคนนั้นมิใช่หรือ

เขายังไม่ทันได้สติว่าเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายก็ผลักอกเขาด้วยท่าทีอ้อนแอ้นทีหนึ่ง เอ่ยด้วยเสียงออดอ้อนว่า “นายท่านช่างร้ายจริงๆ ตกลงกันแล้วว่าจะออกไปเที่ยวด้วยกันวันนี้ ทำไมทรมานข้าตั้งครึ่งค่อนคืน แต่กลับทิ้งข้าไว้เล่า”

พูดจบ สวี่เหม่ยเหรินยังมุ่ยปากสีแดงที่ราวกับผลเชอร์รี่ขึ้น ค้อนให้เขาด้วยท่าทีเหนียมอาย

จักรพรรดิจาวเหรินไม่เคยเห็นท่าทีเช่นนี้ของสวี่เหม่ยเหรินมาก่อน ร่างกายชะงักค้างไปชั่วขณะ เกือบจะพ่นของหวานออกมา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ