เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 905

จักรพรรดิจาวเหรินอยากจะปะทุอารมณ์ออกมา แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะสนมเหล่านี้ล้วนมาเพราะคำสั่งของพระเจ้าหลวง มิเช่นนั้นเหลียงเฟยที่ขี้ขลาดเช่นนี้ก็ไม่กล้ามาก่อเรื่อง

ถ้าหากใส่อารมณ์กับพวกนาง ก็เท่ากับตบหน้าพระเจ้าหลวง

“พระเจ้าหลวงทรงอยู่ไหน”

เหลียงเฟยสีหน้านอบน้อม เอ่ยตอบด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “พวกหม่อมฉันไม่ทราบ พอพระเจ้าหลวงทรงเข้ามาในสำนักศึกษาก็พาฝูกงกงไปเดินเที่ยวแล้ว”

จักรพรรดิจาวเหรินเม้มปาก ได้แต่เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “ช่างเถอะ ข้าจะไปเปลี่ยนชุดใหม่ พวกเจ้าไม่ต้องตามข้า และห้ามไปที่ร้านของหวานอีก ถ้ามีใครกล้าขัดคำสั่ง......”

ว่าแล้ว สายตาที่จริงจังกวาดมองไปยังเหล่าสนมแวบหนึ่ง ยังอยากจะเตือนอย่างดุดันอีกสองสามคำ พอสายตาเหลือบไปเห็นลี่ผินคำพูดที่เหลือค้างอยู่ที่ลำคอ

“แค่กๆ......ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นวันครบรอบสำนักศึกษา ข้าไม่อยากจะโมโหในสถานที่เช่นนี้ พวกเจ้าก็ทำตัวให้มันดีๆเถอะ”

หลังจากนั้น จักรพรรดิจาวเหรินก็เดินไปเปลี่ยนชุดที่หอพักอาจารย์

เขามาที่สำนักศึกษาบ่อยมาก จึงได้รับอสังหาริมทรัพย์หลังหนึ่งในหอพักอาจารย์ ข้าวของในการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าล้วนมีครบ

หลังจากจักรพรรดิจาวเหรินไปแล้ว เหล่าสนมต่างก็รู้สึกโล่งใจ เขยิบเข้าหากันและเริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทา

“พี่ลี่ผินก็ยังคงร้ายกาจมาก เมื่อครู่โชคดีที่ท่านกดดันฝ่าบาท มิเช่นนั้นพวกเรางคงจะถูกตำหนิยกใหญ่”

ลี่ผินยิ้มบางๆ ไม่มีความเห็น

จักรพรรดิจาวเหรินกลัวนางอยู่บ้างจริงๆ ทั้งสองอยู่ด้วยกันไม่เหมือนสามีภรรยาเลยสักนิด อีกฝ่ายมีท่าทีเกรงใจมาก

“น่าอิจฉาพระสนมหลี่จริงๆ อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา ไม่ต้องสนใจสีหน้าของคนรอบข้าง แม้แต่พระเจ้าหลวงยังไม่บังคับนาง”

ที่จริงวันนี้พระสนมหลี่ก็มาที่สำนักศึกษา เพียงแต่ออกมาเที่ยวเล่นเป็นเพื่อนสองสามีภรรยาเยี่ยนอ๋อง ไม่ได้สนใจเรื่องของจักรพรรดิจาวเหรินเลยแม้แต่น้อย

“โธ่ เช้าขนาดนี้ ถูกบังคับให้มากระตุกหนวดเสือ กลับไปต้องขอให้พระเจ้าหลวงทรงประธานรางวัลเสียหน่อยแล้ว”

“จะว่าไป ฝ่าบาทไม่ให้พวกเราตามไป ทั้งยังไม่ให้ไปร้านของหวานอีก แล้วพวกเราจะไปไหนเล่า พระเจ้าหลวงบอกแล้วว่าสามวันนี้ให้จับตาดูฝ่าบาทเอาไว้ให้ดี อย่าให้เขาได้มีโอกาสอยู่กับแม่นางหลีตามลำพังอย่างเด็ดขาด”

“ไม่ให้เข้าร้านของหวาน ถ้าอย่างนั้นก็เฝ้าอยู่ที่หน้าประตูแล้วกัน แต่อากาศในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิช่างเย็นเหลือเกิน”

ไม่ไกลออกไปนัก สองสามีภรรยาอวิ๋นหลิงที่แอบดูเรื่องสนุกอยู่นานเดินเข้ามา ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

เซียวปี้เฉิงเอ่ยเสียงอบอุ่นว่า “เสด็จแม่เหลียง อากาศหนาวเหมาะแก่การกินหม้อไฟ ที่โรงอาหารของสำนักศึกษาในภาคเรียนนี้ได้เปิดร้านหม้อไฟ ไม่สู้พาพวกท่านไปนั่งที่นั่น นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว ไปเร็วหน่อยจะได้นั่งในตำแหน่งดีๆ”

ร้านหม้อไฟในโรงอาหารกินพื้นที่ทั้งชั้น มีห้องส่วนตัวประมาณสิบห้าห้อง เป็นสถานที่ลักษณะหาผลกำไร ไม่ได้นับว่าเป็นสวัสดิการของสำนักศึกษา

แม้จะเป็นเช่นนี้ ทุกวันก็ยังคงมีคนแน่นเต็มร้านในช่วงกินข้าว คณะกรรมการจัดการกำลังวางแผนจะขยายขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น

เหลียงเฟยพยักหน้าตกลง “ดี เพียงแต่พวกเราเพิ่งมาเป็นครั้งแรก ไม่คุ้นเคยกับสำนักศึกษาชิงอี้ ต้องรบกวนเจ้ากับปี้เฉิงนำทางแล้ว”

หลังจากที่สวี่เหม่ยเหรินและนางสนมที่มียศต่ำกว่าเห็นเซียวปี้เฉิง ต่างก็เดินเข้าไปทักทาย

อวิ๋นหลิงสังเกตเห็นว่า หลังจากที่สวี่เหม่ยเหรินทักทายเสร็จแล้ว ดวงตากลมโตกลับเอาแต่จ้องมองลูกชายที่อยู่ในอ้อมอกของนาง

“ลูกหมูสองตัวนี้ข้าอุ้มมาตลอดทาง รู้สึกเมื่อยไปหมดแล้ว สวี่เหม่ยเหรินช่วยข้าอุ้มสักครู่ได้หรือไม่”

สวี่เหม่ยเหรินนิ่งอึ้ง กำผ้าเช็ดหน้าเอ่ยอย่างตื่นเต้นดีใจอยู่บ้าง “ได้ได้ ย่อมไม่มีปัญหา”

พูดจบ ก็รับฮั่วถวนที่กำลังกัดมือตัวเองไปจากอ้อมอกของอวิ๋นหลิงด้วยความยินดี ทำให้พี่น้องที่อยู่ข้างๆต้องมองด้วยสายตาอิจฉา

“ข้าได้ยินแม่นมเฉินบอกว่า ตอนที่สวี่เหม่ยเหรินเป็นสาวก็มีรูปร่างหน้าตางดงาม เพียงแต่หลังจากนั้นก็หันไปชื่นชอบการปลูกพืชผัก มักจะทำตัวเลอะเทอะมอมแมมอยู่เสมอ จึงค่อยๆไม่ได้รับความชื่นชอบจากเสด็จพ่อ”

อวิ๋นหลิงได้ยินเช่นนั้น จึงสังเกตว่ามือของสวี่เหม่ยเหรินนั้นหยาบกร้านกว่าพระสนมคนอื่นๆอยู่มาก ผิวค่อนข้างคล้ำเหลือง แต่องคาพยพทั้งห้าดูดีมีสง่า เห็นเงาความสวยในวัยสาวได้อย่างเลือนราง

ลี่ผินเอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “การมีชีวิตอยู่ในวังหลังไม่ใช่เรื่องง่าย ช่วงปีแรกๆท้องพระคลังขาดดุล พระเจ้าหลวงกับฝ่าบาทต่างก็ส่งเสริมให้ใช้ชีวิตเรียบง่าย ทั้งวังหลวงมีคนมากมายที่ต้องเลี้ยงดู ชีวิตในวังลำบากมาก แม้จะเป็นของที่ได้รับบรรณาการ ก็ไปไม่ถึงนางสนมที่ตำแหน่งต่ำต้อย”

“โชคดีที่ข้ายังมีบ้านมารดาให้พึ่งพา แต่สวี่เหม่ยเหรินที่ไม่สามารถฝากความหวังกับบ้านมารดาได้ อยากจะมีชีวิตที่ดีหน่อยก็ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง หลังจากที่พวกเจ้าสองสามีภรรยารับช่วงต่อในกิจการของราชสำนัก หลายปีมานี้จึงค่อยๆดีขึ้นแล้ว”

สวี่เหม่ยเหรินเป็นคนใจดี ช่วงปีแรกยังแบ่งปันผักและฟักที่ตัวเองปลูกให้กับเหล่านางสนมเล็กๆในตำหนักอื่นๆ มีมิตรสัมพันธ์ในวังหลังไม่เลว

อวิ๋นหลิงได้รับรู้ถึงความยากจนข้นแค้นของแคว้นต้าโจวในตอนนั้นอีกครั้ง นางคิดถึงตอนที่ถูกวินิจฉัยว่าตั้งครรภ์ พระเจ้าหลวงได้ตกรางวัลเป็นต้นหอมที่ฝูกงกงปลูกจำนวนสิบมัด

หลังจากนั้นได้ยินแม่นมเฉินบอกว่า ต้นหอมที่เขาปลูกแทบจะใช้เพื่อให้เป็นรางวัลโดยเฉพาะ เพราะต้นหอมเจริญเติบโตได้เร็ว ทั้งยังทนหนาว สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

จนกระทั่งตอนนี้ ฝูกงกงยังคงชินต่อการปลูกต้นหอม

เหลียงเฟยถอนหายใจพลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนปลูกเพื่อจะได้มีอาหารมากขึ้น ตอนนี้กลับทำเพื่อฆ่าเวลา พวกนางไม่มีลูก จึงชอบหาพวกแมวพวกสุนัขมาเลี้ยงเป็นลูก แต่สำหรับสวี่เหม่ยเหริน ฟักและถั่วในสวนก็คือลูกของนาง”

“ข้ากับลี่ผินนับว่าโชคดี อย่างน้อยก็มีลูกชาย มิเช่นนั้นวันเวลาที่ยาวนานเช่นนี้จะทนอยู่ไปได้อย่างไร”

อวิ๋นหลิงได้ยินแล้วรู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง

จักรพรรดิจาวเหรินอายุปูนนี้แล้ว ยัง”เอาแต่ใจ”ในการวิ่งไล่ตามรักแท้

แต่หญิงสาวเหล่านี้ที่แต่งงานกับเขา ได้ฝังกลบวันเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตเอาไว้ในวังหลังแล้ว ก็ไม่ได้แลกมาซึ่งคำพูดสงสารเห็นใจเลยแม้แต่คำเดียว ภายหน้าต้องอดทนใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อไปจนแก่จนตาย......

ช่างเป็นสังคมนิยมศักดินาที่น่าตายเสียจริง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ