เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 908

จักรพรรดิจาวเหรินเอามือกุมศีรษะ ไม่คิดเลยว่าหลี่กุ้ยเฟยจะจาบจ้วงล่วงเกินถึงเพียงนี้ ถึงกับลงไม้ลงมือกับเขาด้วยซ้ำ

ครั้นเห็นสายตาตกตะลึงของแม่นางหลีที่อยู่ข้างๆ เขาก็รู้สึกตื่นตระหนก ในใจนึกรำคาญความก้าวร้าวของหลี่กุ้ยเฟยมากยิ่งขึ้น

“หลี่เสาอี๋! เจ้าอย่าให้มันเกินไปนัก อย่าคิดว่ามีพระเจ้าหลวงให้ท้าย แล้วข้าจะไม่กล้าลงโทษเจ้า! ลำพังที่เจ้าพูดเจ้าทำ ข้าส่งเจ้าไปสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนสามเดือนยังน้อยไป!

“ท่านควรเรียกหมอหลวงมารักษาโรคตาฝ้าฟาง ตาข้างไหนของท่านหรือที่เห็นว่าพระเจ้าหลวงส่งข้ามาที่นี่”

หลี่กุ้ยเฟยเป็นคนที่ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้ สมัยเป็นดรุณีก็มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนในเมืองหลวงว่าพูดจาขวานผ่าซาก ในใจคิดเช่นไรก็พูดเช่นนั้น

ตอนยังไม่ออกเรือน นางมักจะเยาะเย้ยเสี่ยวเฟิงต่อหน้าธารกำนัลหลายครั้งจนอีกฝ่ายต้องปิดหน้าวิ่งหนีร้องไห้ไป กระทั่งนางเข้าวังมาเป็นสนม จึงค่อยสำรวมกิริยาลงหลายส่วน

เมื่ออยู่กับจักรพรรดิจาวเหรินเป็นการส่วนตัว ยามนางอารมณ์ดีก็จะยกยอปอปั้นเขา ยามอารมณ์เสียก็สามารถถีบเขาตกเตียงไปเลย

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้จักรพรรดิจาวเหรินรู้สึกละอายใจและสะเทือนใจต่อนาง แต่เขาไม่เคยตกหลุมรักนางเลย

“เลิกเล่นลิ้นซะที คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าที่พวกสนมเหลียงไปร้านของหวานเป็นคำสั่งของพระเจ้าหลวง หากเจ้าไม่มาขัดขวางข้า แล้วจะมาอยู่ในเรือนของหว่านเจิงได้อย่างไร เจ้าคงข่มขู่นางเป็นแน่ ซ้ำยังสั่งให้นางไปเอาข้าวเที่ยงมาให้เจ้าอีก!”

จักรพรรดิจาวเหรินปักใจเชื่อว่าหลี่กุ้ยเฟยมาข่มขู่คนรักของตน เขาจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

แม่นางหลีที่อยู่ด้านข้างได้ฟังแล้วสีหน้าตื่นตกใจ จนถึงบัดนี้ นางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแขกผู้หญิงที่พากลับมาคือหลี่กุ้ยเฟยคนปัจจุบัน

ได้ยินคำพูดของจักรพรรดิจาวเหริน นางก็รู้ว่าเขาเข้าใจผิดไป จึงรีบเอ่ยปากอธิบาย ช้าก่อนฝ่าบาท...

ทันทีที่คำพูดหลุดออกจากปาก นางก็ถูกน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของหลี่กุ้ยเฟยขัดจังหวะ

“ถุย! หยุดถือตัวซะทีเถอะ ท่านจะเป็นหรือตาย อึหรือฉี่ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลย!”

“ท่านคิดว่าตัวเองเป็นคนมีเสน่ห์นักหรือไร มีค่าพอที่ข้าจะวางแผนสารพัดวิธีเพื่อดึงกลับมาอย่างนั้นหรือ จะบอกอะไรให้นะ ท่านในสายตาข้าตอนนี้ก็เหม็นไม่ต่างจากมูลวัวตามข้างถนน!

ตอนนี้หลี่กุ้ยเฟยไม่มีความหลงใหลได้ปลื้มต่อชายตรงหน้าอีกต่อไป มองตรงไหนก็รู้สึกขัดหูขัดตา นางชี้จมูกของจักรพรรดิจาวเหรินแล้วด่าสาดเสียเทเสีย

ยิ่งนางพูดก็ยิ่งโมโหมากขึ้น ไม่ว่าจะปวดท้องแค่ไหน นางก็หยิบข้าวโพดที่เหลือในตะกร้าไม้ไผ่ออกมาอย่างมีน้ำโห แล้วปาใส่จักรพรรดิจาวเหรินจนหมดในรวดเดียว

“ลงโทษไปสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนจะไปมีประโยชน์อะไร ท่านมีปัญญาก็ปลดข้าซะเลยสิ ถ้าไม่ปลด ท่านก็เป็นแค่ไอ้โง่เง่าเต่าตุ่น!”

เดิมทีหลี่กุ้ยเฟยคิดว่าในเมื่อระหว่างทั้งสองคนหมดสิ้นเยื่อใยกันแล้ว อยู่ในวังแห่งนี้ไม่ต้องติดต่อกันไปจนแก่ตายก็ดีเหมือนกัน

นางจงใจไม่สนเขา แต่เขาก็ยังไม่วายมาหาเรื่องบ่อยครั้ง บัดนี้เขาก็ปรักปรำนางโดยไม่แยกแยะถูกผิด

วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่นางทนต่อไปไม่ไหวแล้ว!

“ปลดข้าเลยสิ ท่านปลดข้าเดี๋ยวนี้เลย! อย่างไรเสียตระกูลหลี่ก็ไม่มีใครควบคุมท่านได้อีก ท่านจะทำอะไรก็เชิญ และไม่ต้องกังวลว่าตระกูลหลี่จะกล้ำกลืนความเจ็บช้ำเพราะข้าอีกต่อไป!”

หลี่กุ้ยเฟยกรีดร้องเสียงดังลั่นแทบจะประคองสติไม่อยู่

จักรพรรดิจาวเหรินเอาสองมือปัดป้อง แล้วถอยหลังกรูดเมื่อถูกทุบตีระรัว เขาตะโกนกร้าวด้วยความกรุ่นโกรธ “เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้า! ถ้าเจ้าตีอีกที ข้าจะปลดเจ้าจริงๆ...”

จนกระทั่งไม่ทันระวังไปชนเข้ากับใครบางคน จักรพรรดิจาวเหรินก็หยุดกึก

เซียวปี้เฉิงยกมือขึ้นรับข้าวโพดที่บินร่อนมา เขาขมวดคิ้วพลางพูดด้วยน้ำเสียงเข้ม “เสด็จพ่อ เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่าน”

แต่หากเผลอไปยั่วโทสะหวงกุ้ยเฟย ก็จะถูกลงโทษต่อหน้าธารกำนัลอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดทางกายและเสียหน้าบางส่วน แต่ก็แค่เท่านั้นเอง

เทียบกันแล้ว การเอาใจใส่ ความเอื้ออาทร และความเป็นห่วงเป็นใยของอดีตฮองเฮาเฟิง ทำให้ทุกคนใจคอไม่ค่อยดี กลัวจนตัวสั่นงันงก

การร่ำไห้ของแม่นมเหอเยว่กับคำอธิบายของแม่นางหลี ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกใจอยู่บ้าง

จักรพรรดิจาวเหรินก็รู้ตัวแล้วว่าเข้าใจหลี่กุ้ยเฟยผิดไป ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ

แต่ต่อหน้าคนจำนวนมาก ก็ไม่อาจลดศักดิ์ศรีของตนเองไปยอมรับผิด เขาจึงจำต้องกัดฟันพูด “ข้าเข้าใจผิดไป...แต่นางก็ไม่มีสิทธิ์ลงไม้ลงมือกับข้า พวกเจ้าก็เห็นที่นางทำเมื่อครู่นี้แล้ว ไม่เข้าท่าเลย?”

แม่นมเหอเยว่เห็นเขาเป็นเช่นนั้น ก็รู้สึกเศร้าระคนโกรธเคืองอยู่ในใจ ก่อนเอ่ย “พระสนมก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ฝ่าบาทไม่ห่วงใยพระสนมก็ไม่เป็นไร ทว่ายังค่อยจ้องจับผิดอีก บ่าวเคืองแทนพระสนมจริงๆ!”

จักรพรรดิจาวเหรินดูกริ้วจัด ทำท่าราวกับพบทางออกที่จะระบายความโกรธเสียทีด้วยการชี้นิ้วไปยังแม่นมเหอเยว่

“เหอเยว่ เจ้าบังอาจนัก กล้าพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงเช่นนี้เลยหรือ! สองนายบ่าวเหมือนกันจริงๆ หลายปีผ่านมา อารมณ์ของนางก็ยังไม่ดีขึ้นเลย รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่สบายยังดันทุรังทำอีก จะมาโทษข้าได้อย่างไร”

แม่นมเหอเยว่มองเขาอย่างตกประหม่า “ฝ่าบาท เป็นคนต้องมีมโนธรรม! ถ้าตอนนั้นพระสนมไม่รับกระบี่เล่มนั้นเพื่อช่วยพระองค์ แล้วไฉนหลายปีนี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากการปวดระดูด้วย เพื่อจะให้กำเนิดลูกกับพระองค์ นางต้องทนทุกข์มามากขนาดไหน!”

“ไม่ต้องไปพูดเรื่องไร้สาระกับเขาอีก...”

หลี่กุ้ยเฟยพูดอย่างอ่อนแรง จากนั้นก็ข่มกลั้นความเจ็บปวด ก้มหยิบข้าวโพดฝักสุดท้ายในตะกร้าด้วยท่วงท่าอันสง่างาม แล้วปาใส่จักรพรรดิจาวเหรินอย่างสุดกำลัง

“เซียวลี่ ทางที่ดีท่านควรพูดจริงทำจริง ถ้าท่านไม่ปลดข้า ข้าก็จะดูแคลนท่านไปจนชั่วชีวิต!”

พูดจบ นางก็ทรุดล้มลงในอ้อมแขนของแม่นมเหอเยว่

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ