เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 909

แม่นมเหอเยว่ตกใจจนใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ “พระสนม...พระสนม! ท่านอย่าทำให้บ่าวกลัว!”

อวิ๋นหลิงไม่มีเวลาไปดูจักรพรรดิจาวเหรินที่ถูกด่าทอทุบตี นางรีบสาวเท้าเดินไปตรวจอาการหลี่กุ้ยเฟยอย่างรวดเร็ว

“เสด็จแม่หลี่ร่างกายอ่อนแอและมดลูกเย็นจึงทำให้ปวดท้องน้อย ประกอบกับโกรธจัดจนสะเทือนจิตใจ เมื่อรู้สึกตื่นเต้นก็จะเป็นลม พานางไปพักผ่อนที่เรือนรับรองก่อนเถิด ทั้งก่อนและหลังมีระดูก็จะหงุดหงิดง่าย จำไว้ว่าอย่าไปยั่วอารมณ์นางให้ขึ้นๆ ลงๆ อีก ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียวในระยะยาวได้”

หลี่กุ้ยเฟยอารมณ์ฉุนเฉียว มักจะดีใจง่ายและโมโหง่าย สำหรับสตรีในวัยเช่นนาง อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ง่าย

เซียวปี้เฉิงฟังแล้วก็หมุนตัวไปหาคนให้เตรียมรถสามล้อไม้ทันที

จักรพรรดิจาวเหรินก็ตกใจเช่นกัน เดินเข้าไปหาอย่างอดไม่ได้ “นี่... นี่ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ นางป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปีแล้ว บำรุงมาก็ตั้งหลายปี รักษาอย่างไรก็ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน ไหนหมอหลวงบอกว่านางสบายดีไม่ใช่หรือ”

ได้ยินคำนี้ อวิ๋นหลิงก็อยากจะตีใครสักคน แล้วพูดด้วยความรังเกียจอย่างอดไม่ได้ “เอาละ ท่านไปยืนตรงนั้นเถอะ อย่าเข้ามาเกะกะ ถ้าเสด็จแม่หลี่ฟื้นขึ้นมาเห็นท่านอยู่ตรงนี้ ไม่แน่นางอาจจะมีน้ำโหจนเป็นลมเป็นแล้งไปอีกเป็นครั้งที่สอง”

ใบหน้าของจักรพรรดิจาวเหรินเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว เขายังตอบโต้ไม่ถึงสองคำ แม่นมเหอเยว่ก็ชิงพูดฉีกหน้าเป็นเชิงเหน็บแนมก่อน

“ที่แท้ฝ่าบาททรงทราบด้วยหรือว่าพระสนมป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปีแล้ว เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ไม่ว่าจะบำรุงสุขภาพแค่ไหนก็ไม่แข็งแรงเหมือนสมัยสาวๆ ไปได้ เหตุผลง่ายๆ เช่นนี้พระองค์ไม่เข้าใจเชียวหรือ ที่สำคัญอาการของพระสนมไม่เคยดีขึ้นเลย ที่ผ่านมาตอนปวดท้องก็เอาแต่บ่น พระองค์เลยรู้สึกว่าพระสนมจงใจพูดเกินจริงเพื่อเรียกร้องความสงสารและความเห็นอกเห็นใจเท่านั้นเอง!”

ช่วงปีแรกๆ ระหว่างที่หลี่กุ้ยเฟยมีระดูก็มักจะปวดจนเป็นลมล้มพับไปสองสามครั้ง

ตอนแรกจักรพรรดิจาวเหรินยังห่วงใยนางเป็นอย่างมาก จะวางมือจากราชกิจสำคัญมาเยี่ยมและอยู่เป็นเพื่อนนางทุกครั้ง ถึงขนาดที่ว่าพักผ่อนกับเสี่ยวเฟิงยามดึกดื่นแล้ว เขาก็ยังลุกขึ้นมาหานางที่ตำหนักเว่ยยาง

ต่อมาเสี่ยวเฟิงใช้มารยาบ่นตัดพ้อและร้องไห้กระซิกๆ อยู่ข้างหูเขา ผ่านไปนานวันเข้า จักรพรรดิจาวเหรินก็รู้สึกว่าหลี่กุ้ยเฟยจงใจใช้ร่างกายมาขอความโปรดปราน

แม่นมเหอเยว่ยอมรับว่าหลี่กุ้ยเฟยตั้งใจจะตบหน้าเสี่ยวเฟิงจริง แต่นางก็ปวดจุกเสียดท้องอย่างรุนแรงจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งเลยสักนิด

“ที่สำคัญขึ้นชื่อว่ายาย่อมมีพิษสามส่วน เพื่อตั้งครรภ์เยียนอ๋อง ช่วงปีแรกๆ พระสนมกินยาที่มีฤทธิ์แรงไปไม่น้อย แม้แต่น้ำแกงแก้ปวดก็ไม่ได้ผล แต่ถ้าในพระทัยพระองค์เป็นห่วงพระสนมสักหน่อย มีหรือจะไม่เข้าใจสภาพร่างกายของพระสนม!”

หลี่กุ้ยเฟยกินน้ำแกงยาต่างข้าวมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ร่างกายย่อมดีกว่าคนวัยเดียวกันอยู่บ้างก็จริง เสียอย่างเดียวช่วงมีระดูมาจะทรมานยิ่งนัก

นางเป็นคนดื้อรั้นและหยิ่งผยอง เนื่องจากบาดหมางกับรัชทายาทและชายา นางจึงต้องอดทน ไม่เคยไปหาอวิ๋นหลิงให้ช่วยตรวจรักษาเลย

จักรพรรดิจาวเหรินรู้สึกว่าฟังไม่ขึ้น จึงกริ้วเล็กน้อย “เจ้า...”

ก่อนที่เขาจะลงโทษแม่นมเหอเยว่ เซียวปี้เฉิงก็เรียกรถสามล้อไม้มาทันท่วงที

“เลิกเถียงกันได้แล้ว รีบส่งเสด็จแม่หลี่ไปที่เรือนรับรองเร็วเข้า”

ได้ยินดังนี้ แม่นมเหอเยว่ก็ปาดน้ำตา เข้าไปช่วยประคองหลี่กุ้ยเฟยขึ้นรถสามล้อไม้พร้อมกับอวิ๋นหลิง

ขณะผ่านหน้าประตู จักรพรรดิจาวเหรินมองเห็นใบหน้าที่ไร้เลือดฝาดและริมฝีปากเขียวคล้ำของหลี่กุ้ยเฟยชัดเจน ทั้งยังขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวระหว่างหมดสติไป เขาใจสั่นสะท้าน จึงรู้ว่านางไม่ได้แกล้งทำเลยสักนิด

ดวงตาของเขาฉายแววกังวลแวบขึ้นมา เขาเดินตามไปสองสามก้าวอย่างควบคุมไม่ได้ แต่รถสามล้อไม้ก็แล่นผ่านไปไกล ทิ้งเพียงฝุ่นละอองไว้ข้างหลัง

จักรพรรดิจาวเหรินมองรถสามล้อไม้ที่หายไปจากสายตาปริบๆ รู้สึกทรมานใจวูบหนึ่ง

เขาไม่คิดว่าหลี่กุ้ยเฟยจะโกรธถึงขนาดนี้ เขารู้สึกรำคาญที่อีกฝ่ายใช้เรื่องรับกระบี่แทนมาบีบบังคับนั้นก็จริงอยู่ แต่ก็รู้สึกประทับใจที่นางเสี่ยงชีวิตเข้าปกป้องเขานั้นก็มาจากใจจริงเช่นกัน

เป็นความผิดของเขาที่เข้าใจผิดหลี่กุ้ยเฟยก่อน ทั้งสองแต่งงานกันมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ก็ใช่ว่าเขาจะยอมรับผิดและไปปลอบขวัญนางเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้อีก

แต่เหตุใดนางต้องตีโพยตีพายขนาดนี้ พยายามทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าคนอื่น?

“ฝ่าบาท ต่อไปโปรดอย่ามาอีก ก่อนหน้านี้ที่ได้รู้จักกับพระองค์ เพราะฝ่าบาททรงหดหู่พระทัยเพราะทรงคิดถึงพระมเหสีที่สิ้นพระชนม์ไป ทรงเป็นผู้ที่ลุ่มหลงในความรัก หม่อมฉันจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง ตอนนี้หม่อมฉันตระหนักถึงความผิดพลาดแล้ว พระองค์ทำให้หม่อมฉันหูตาสว่างว่าคนทรยศรักไร้หัวใจเป็นเช่นไร!”

จักรพรรดิจาวเหรินตัวแข็งทื่อ ร่างกายเย็นชา มองนางด้วยความตกใจ “หว่านเจิง เจ้าพูดอะไร”

“หม่อมฉันบอกว่าความไร้หัวใจของฝ่าบาทเป็นสิ่งเดียวที่หม่อมฉันเคยเห็นในชีวิต!”

“คนหนึ่งคือชายาผู้ล่วงลับที่เป็นคู่รักวัยเด็กที่ครองคู่กันมาสี่สิบปี ตายไปยังไม่ถึงหนึ่งปีก็ถูกลืมเลือนไปเสียสนิท อีกคนคือผู้หญิงที่ยอมสละชีวิตเพื่อพระองค์ และใช้ชีวิตเพื่อให้กำเนิดทายาทของพระองค์ พอพูดว่าปลดก็ปลดทันที ข้าหลีหว่านเจิงไม่มีวาสนาจะได้รับความรักอันยิ่งใหญ่จากฮ่องเต้หรอกเพคะ!”

“จากนี้ไป ฝ่าบาทโปรดต่างคนต่างอยู่กับหม่อมฉัน อย่าเข้ามาพัวพันอีก ไม่อย่างนั้นหม่อมฉันจะทูลขอให้พระเจ้าหลวงทรงออกหน้า!”

แม่นางหลีพูดประโยคนี้จบ นางก็เดินไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง ก่อนปิดประตูเรือนเล็กใส่หน้าจักรพรรดิจาวเหริน

ก่อนหน้านี้นางเพียงแต่รู้สึกว่าจักรพรรดิจาวเหรินไม่ได้แสดงความรักอย่างที่คิดไว้ แต่ในฐานะฮ่องเต้ นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่คาดคิดว่าความไร้หัวใจของอีกฝ่ายจะเกินกว่าที่นางคิดไว้

แม้ว่านางจะเป็นคนนอก แต่ภาพทุกภาพ ถ้อยคำแต่ละประโยคเมื่อครู่ ทำให้นางรู้สึกเย็นชาถึงกระดูก

ในฐานะหัวอกผู้หญิงด้วยกัน นางรู้สึกเศร้าตรอมตรมระคนโกรธขึ้งกับเรื่องราวของหลี่กุ้ยเฟยอย่างอดไม่ได้

ผู้ชายพรรค์นี้จะมีใครยอมอยู่กับเขาไปจนตราบชั่วฟ้าดินสลายกันเล่า

ประตูเรือนถูกปิดต่อหน้าจักรพรรดิจาวเหริน ดังสนั่นจนเขาเจ็บหู เขาหน้าซีดเผือดพลางขยับริมฝีปาก พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

“คนทรยศรักไร้หัวใจ...”

ที่แท้ทุกคนก็มองเขาเช่นนี้เองหรือ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ