หลงเย่ย่อมมาเพราะเรื่องของเสิ่นทัว
ก้าวเข้าไปในตำหนัก พอเห็นอวิ๋นหลิง นางก็พูดเข้าประเด็นทันที่ “เมื่อวานเสิ่นชิ่นพาเสิ่นทัวไปพบเวินฮุ่ยเจิน สมองถูกกระตุ้น สลบไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม เมื่อเช้าเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา”
มั่นใจว่าอาการของอีกฝ่ายดีขึ้น ไม่เป็นอะไรมากแล้ว หลงเย่ก็เข้าวังบอกข่าวกับอวิ๋นหลิงทันที
อวิ๋นหลิงสีหน้าประหลาดใจ “เขาพบเวินฮุ่ยเจินแล้วมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้เชียว ก่อนหน้านี้พี่ลบความจำทั้งหมดของเขาไปแล้วมิใช่หรือ”
หลงเย่นั่งลงข้างกายนาง ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เป็นเช่นนั้นไม่ผิด แต่สมองของคนเราเดิมทีก็น่าอัศจรรย์มาก ฉันก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ที่จะรู้และทำได้ทุกสิ่ง ไม่กล้ายืนยันอาการของเขาง่ายๆ”
เพราะการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เคยยืนยันว่า แม้จะผ่าตัดเอาส่วนหนึ่งของเปลือกสมองออกไป ก็ไม่สามารถทำให้หนูทดลองลืมเส้นทางที่จะเดินออกจากเขาวงกตได้อย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นความจำไม่ได้จัดเก็บไว้ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แต่แบ่งบันทึกเอาไว้ทั่วทั้งสมอง
นางบอกว่าได้”ลบ”ความทรงจำของเสิ่นทัว แต่ยากจะบอกได้ว่ายังมีบางสิ่งหลงเหลืออยู่หรือไม่
สภาพของผู้ป่วยคนนี้เดิมทีก็ซับซ้อนมาก หลังจากที่เขาสูญเสียความทรงจำไปแล้วหนึ่งครั้ง เคยถูกคนใช้พลังจิตในการล้างสมอง หลังจากนั้นก็ทำการผ่าตัดเพื่อลบความทรงจำ
แค่พูดถึงความสามารถในการเรียนรู้ของเสิ่นทัว ต้องมีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตใต้สำนึกของเขา มิเช่นนั้นหนึ่งปีก่อนหน้านี้เขาที่เป็นดั่งคนที่เกิดใหม่ ไม่สามารถที่จะเติบโตมาจึงจุดนี้ได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
“บางสิ่งบางอย่างถ้าหากมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกของคน บางทีอาจลืมไม่ได้ไปชั่วชีวิต เห็นได้ชัดว่าสำหรับเสิ่นทัวแล้ว เวินฮุ่ยเจินกับเสิ่นชิ่นเป็นเช่นนั้น”
อวิ๋นหลิงได้ยินเช่นนี้ ก็เล่าที่มาที่ไปของเวินฮุ่ยเจินกับเสิ่นทัวอย่างละเอียดให้นางฟัง
หลงเย่พยักหน้า ครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้นว่า “เรื่องราวระหว่างพวกเขาสองคน ฉันได้รับรู้มาจากเสิ่นชิ่นแล้ว”
“ฉันเดาว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญ เวินฮุ่ยเจินเป็นคนสุดท้ายที่เสิ่นทัวได้พบก่อนที่จะสูญเสียสติสัมปชัญญะไป อีกทั้งยังสร้างแรงกระตุ้นรุนแรงต่ออารมณ์ของเขา ดังนั้นเมื่อเจอกันอีกครั้งจึงได้เกิดผลกระทบรุนแรงเช่นนี้”
ในขณะที่เสิ่นทัวยังคงหลงเหลือสติสัมปชัญญะของความเป็นคนอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนที่เขาพบเป็นคนสุดท้ายคือเวินฮุ่ยเจิน
เขาเคยเป็นทหารที่ซื่อตรงและกระตือรือร้น ภายใต้ผลกระทบของยาได้ทำร้ายอีกฝ่าย หลังจากฟื้นขึ้นมา สติที่หลงเหลืออยู่ย่อมต้องทำให้รู้สึกเจ็บปวดและเสียใจอย่างมาก
เพื่อช่วยให้เวินฮุ่ยเจินหลบหนี พยายามยับยั้งความเจ็บปวดจากยาและสัญชาตญาณของร่างกาย กระชากราวกรงเหล็กจนขาด
ต้องเป็นเพราะประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้เวินฮุ่ยเจินทิ้งความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือนไปจากสมองของเสิ่นทัวเอาไว้
หลงเย่พยักหน้า ถอนหายใจก่อนจะพูดว่า “ตอนนี้ความทรงจำเขาน้อยมาก พอเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในความทรงจำอันลึกซึ้ง จิตใต้สำนึกจึงเลือกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้จึงถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงจนสลบไป”
“จะเกิดผลกระทบอะไรที่ไม่ดีกับเขาหรือไม่”
หลงเย่เอ่ยอย่างไม่แน่ใจว่า “พูดยาก แต่ที่สามารถมั่นใจได้ก็คือตอนนี้ดูแล้วทุกอย่างปกติดี หลังจากที่เขาฟื้นแล้วก็ไม่มีท่าทีควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เพียงแต่แสดงท่าทีสนิทสนมและประหลาดใจต่อเวินฮุ่ยเจินเป็นพิเศษเท่านั้น”
อวิ๋นหลิงผ่อนลมหายใจ “เช่นนั้นก็ดี ถ้าหากเสิ่นทัวควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ละก็ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัย ทางกรมพิธีการต้องไม่เห็นด้วยที่จะให้เขาอยู่ในโรงเรียนอนุบาลหลวงต่อไปแน่ๆ”
ถึงเวลาเสิ่นทัวไปมีงานทำ เสิ่นชิ่นย่อมต้องแบ่งเวลาไปดูแลเขา ย่อมไม่สามารถดูแลทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ครบทุกด้าน ทำให้ต้องตกอยู่ภาวะกดดันอีกครั้ง
หลงเย่กลับมีสีหน้าผ่อนคลาย จู่ๆก็ยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “พวกเธอไม่จำเป็นต้องกังวลมากไป ฉันคิดว่าสำหรับเขาแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องดี เป็นโอกาสของเขา”
“โอกาส” อวิ๋นหลิงทวนสองคำนี้ เอ่ยอย่างประหลาดใจเล็กน้อยว่า “หรือพี่จะหมายความว่า เขามีความหวังที่จะฟื้นเป็นปกติ”
หลงเย่พยักหน้า “ถูกต้อง อาการของเสิ่นทัวมีความพิเศษ ก่อนการลบความทรงจำนับว่าสูญเสียความทรงจำไปสองครั้ง ที่โชคดีก็คือ ตอนนี้มีคนที่ทิ้งความทรงจำอันลึกซึ้งไว้ให้เขาถึงสองคน ต่างก็เติมเต็มช่องว่างของความทรงจำสองช่วงที่ว่างเปล่า”
เป็นลูกสาวนั้นไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากเป็นลูกชายที่ต้องบันทึกลงในหนังสือบรรพบุรุษของตระกูล คนส่วนใหญ่จะไม่ยินดี
นอกเสียจากเวินฮุ่ยเจินจะเลือกแต่งงานกับพ่อหม้ายที่ไม่มีลูก หรือคนพิการ คนเหล่านี้ล้วนต้องการลูกชายในการสืบทอดวงศ์ตระกูล
แต่แค่รูปลักษณ์ภายนอกของเวินหรูเฟยในตอนนี้ เกรงว่าคนส่วนใหญ่จะยินดีไปรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจากสถานสงเคราะห์เด็ก มากกว่าจะเลือกเขา
หลงเย่ได้ยินอวิ๋นหลิงพูดเช่นนี้ ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “แต่ว่า ฉันดูสถานการณ์ของเวินฮุ่ยเจินแล้ว เป็นไปได้ว่านางจะเลือกแต่งงานกับเสิ่นทัว”
อวิ๋นหลิงเลิกคิ้วขึ้น รู้สึกสนใจขึ้นมา “ทำไมจึงพูดเช่นนั้น”
“เวินฮุ่ยเจินอยากจะส่งลูกชายไปเรียนหนังสือมาก แต่ตามคำบอกเล่าของนาง สำนักศึกษาและโรงเรียนเอกชนที่เคยไปก่อนหน้านี้ต่างก็ปฏิเสธเวินหรูเฟย”
เพราะรูปลักษณ์ของเขาแปลกประหลาดเกินไป พอเปิดเผยหน้าก็ทำให้เด็กคนอื่นๆตกใจจนร้องได้
“โรงเรียนอนุบาลเอกชนเป็นการศึกษาภาคบังคับ ย่อมไม่มีทางปฏิเสธเด็กที่มีสภาวะพิเศษเข้ารับการศึกษา แต่เร็วสุดก็ต้องรอปีหน้าจึงจะเปิดรับอย่างต่อเนื่อง และการคัดกรองคุณสมบัติการเข้าเรียนก็แบ่งตามลำดับความสำคัญ......พวกนางสองแม่ลูกมีสำมะโนครัวอยู่ไกลถึงเซียวโจว ในเมืองหลวงก็ไม่มีที่อยู่อาศัยที่แน่นอนและการงานที่มั่นคง เกรงว่าจะไม่ได้รับคัดเลือกเป็นชุดแรก”
เวินหรูเฟยตอนนี้ห้าขวบแล้ว ถ้าหากเสียเวลาไปอีกสองปี ก็จะเกินเกณฑ์อายุที่โรงเรียนอนุบาลกำหนด
ถึงตอนนั้น เขาก็จะกลายเป็นเด็กอายุเจ็ดขวบที่ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง เป็นไปไม่ได้ที่เวินฮุ่ยเจินจะไม่ร้อนใจ
“แต่ถ้าหากนางแต่งงานกับเสิ่นทัวก็จะแตกต่างไป เสิ่นทัวมีความดีความชอบด้านการรบ หลังจากสงครามหนานเจียงฮ่องเต้ได้ทราบถึงเรื่องราวที่เขาต้องประสบพบเจอ เพื่อเป็นการปลอบใจยังมอบตำแหน่งเล็กๆให้เขาหนึ่งตำแหน่ง แม้จะไม่มีอำนาจในตำแหน่งอย่างแท้จริง แต่ก็ได้รับการเงินเดือนจากราชสำนักอย่างถูกต้อง”
นี่จึงหมายความว่า เวินหรูเฟยสามารถอาศัยสถานะลูกหลานของขุนนาง เข้าไปเรียนในโรงเรียนอนุบาลหลวงได้โดยตรง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้ติดต่อกันเป็นอาทิตย์ละคะ...
ทำไมแสดงความคิดเห็น แล้วข้อความหายอ่ะ...
ซื้อตอนแล้วไม่ได้ปลดล๊อคค้างไว้เหรอคะ แบบนี้ก็ย้อนกลับมาอ่านไม่ได้สิคะ มือกดโดนผิดวิ่งไปหน้าอื่นต้องเสียเงินอีกรอบงี้เหรอ...
ทำไมซื้อตอนปลดล๊อคแล้ว กลับไปย้อนอ่านต้องปลดล๊อคใหม่คะ...
ทำไมตอนซื้อแล้วล๊อคไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนแล้วเปิดหน้าใหม่แล้วย้อนกลับไปอ่านไม่ได้คะ ล๊อคเหมือนเดิมต้องจ่ายเงินซื้อใหม่ตลอดรึคะ...
ทำไมปลดล๊อคแล้ว กดข้ามไปตอนใหม่แล้วย้อนกลับมาอ่านไม่ได้คะ...
ทำไมซื้อตอนไม่ได้คะ...
เติมเหรียญอย่างไร...
วิธีเติมเหรียญตรงไหนอย่างไร...