แม้ว่าผู้นี้จะดูลับๆ ล่อๆ แต่ก็ยังพอมีหลักการของชาวยุทธ์อยู่บ้าง หากเขาต้องการใช้ตระกูลอินข่มขู่นาง เขาคงทำไปนานแล้ว
อินปู้อวี่นั่งยองๆ อยู่บนพื้น มองอินชิงเสวียนด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“พิณการเวกคือเรื่องอะไรกันแน่ ที่เจ้าพูดถึงลิ่นเซียว คือเป็นปรมาจารย์กระบี่ในตำนานงั้นหรือ แล้วเจ้ามีปัญหากับคนผู้นี้ได้อย่างไร”
“เรื่องมันยาวน่ะ”
อินชิงเสวียนถอนหายใจ เล่าให้อินปู้อวี่ฟังเรื่องที่นางดีดพิณการเวกให้ส่งเสียงได้ ตลอดจนเรื่องวุ่นวายต่างๆ ทั้งหลาย
จู่ๆ อินปู้อวี่ก็รู้สึกหนักอึ้งจนไม่สามารถหันศีรษะได้
“ในเมื่อพิณการเวกล้ำค่าถึงเพียงนี้ ทำไมถึงอยู่ในโรงเตี๊ยมได้นานขนาดนี้ ทำไมคนผู้นี้ถึงไม่มาชิงไปตั้งแต่แรก ไยจึงต้องรอจนป่านนี้”
อินชิงเสวียนกลอกตา
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เดิมทีขก็อยากไปถามลิ่นเซียวเช่นนี้ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าต้องไปหาเขาได้ที่ไหน
“สรุปแล้วก็คือ ห้ามบอกท่านพ่อก็พอ เขาจะได้ไม่เป็นห่วง”
อินปู้อวี่พยักหน้าและกล่าวว่า “คนผู้นี้มีทักษะวรยุทธ์เยี่ยมยอด แม้ว่าในวังจะมีองครักษ์ แต่พวกเขาอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ต่อไปเจ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้น ในที่สุดครอบครัวของเราก็กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันนั้นไม่ใช่ง่ายๆ อย่าให้เกิดเรื่องอะไรอีกเลย”
อินชิงเสวียนคลี่ยิ้มบางๆ และพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ข้ามีความสามารถที่จะปกป้องตัวเองได้”
พอคิดถึงมิติ นางก็เกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาอีก ตอนนี้สามารถพาเสี่ยวหนานเฟิงเข้าไปได้แล้ว ไม่รู้ว่าจะพาอินปู้อวี่เข้าไปด้วยได้หรือไม่
นางแอบดึงแขนเสื้อของเขาอย่างเงียบๆ แต่แล้วก็รับการแจ้งเตือนจากระบบทันที
“มิติมีการจำกัด ห้ามบุคคลภายนอกเข้า”
ดูเหมือนว่าคนอื่นจะยังเข้ามาไม่ได้
อาจเป็นเพราะเสี่ยวหนานเฟิงเป็นลูกของตัวเอง มิติจึงตัดสินว่าเป็นคนกันเอง
เท่านี้ก็ดีมากแล้ว อย่างน้อยก็ช่วยปกป้องให้ลูกปลอดภัยได้
นางพักสักครู่ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “นี่ก็ดึกแล้ว พี่รองกลับไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปดูจ้าวเอ๋อร์เช่นกัน ถ้าเขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นข้า คงร้องไห้แย่”
อินปู้อวี่ยื่นมือออกมาช่วยพยุงนาง “ได้ เจ้ารีบกลับเถอะ”
“อืม ก็ไม่ต้องไปส่งแล้ว ข้าไม่เป็นไร”
อินชิงเสวียนรีบกลับเข้าห้องทันที
มิติยังอยู่ในความสงบ เสี่ยวหนานเฟิงยังคงนอนอยู่บนพื้นหญ้า เนื้อน่องขาอันอวบอ้วนทั้งสองข้างไขว้เข้าหากัน แขนเล็กๆ ยกขึ้นหนุนต่างหมอนเหมือนผู้ใหญ่ในคราบเด็ก แก้มกลมๆ ถูกเบียด จนปากเล็กๆ ปิดไม่ลง
อินชิงเสวียนอดไม่ได้ที่จะก้มลงจูบแก้มกลมๆ ของเขา
เสี่ยวหนานเฟิงพลิกตัว แล้วนอนหลับต่อ
เมื่อเห็นว่าเขานอนหลับสนิท อินชิงเสวียนจึงอาบน้ำในน้ำพุวิญญาณ พอออกมา พละกำลังของนางก็กลับคืน นางอุ้มเสี่ยวหนานเฟิงออกจากมิติ จากนั้นเก็บของอีกเล็กน้อย แล้วนอนพักโดยที่โอบกอดลูกชายตัวน้อยเอาไว้
ขณะที่กำลังสะลึมสะลือ ก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่กดทับดวงตาตัวเอง
พออินชิงเสวียนลืมตาขึ้น ก็เห็นเสี่ยวหนานเฟิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า จ้องเขม็งด้วยดวงตากลมโต
นิ้วชี้สองนิ้วยืดออก จิ้มไปที่ใบหน้าของนางอย่างสะเปะสะปะ
เมื่อเห็นอินชิงเสวียนลืมตาขึ้น เสี่ยวหนานเฟิงก็เหยียดขาป้อมๆ ออก และหัวเราะพอใจ
อินชิงเสวียนอ้าปากหาว มองออกไปข้างนอก ก็เห็นว่าฟ้าเพิ่งสางเอง
เจ้าหมูน้อยนี่มีชีวิตชีวามาก จำต้องลุกขึ้นมาเล่นกับเขา
แล้วสองคนแม่ลูกประเดี๋ยวก็ต่อตัวต่อไม้ ประเดี๋ยวก็ดูบัตรภาพรูปสัตว์ จากนั้นยายหลี่ก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
“ทำไมวันนี้องค์ชายน้อยถึงตื่นเช้านักล่ะ”
จู่ๆ อินชิงเสวียนรู้สึกเหมือนตัวเองได้รับการช่วยเหลือแล้ว
“รีบอุ้มเขาไปก่อนเร็ว ข้าง่วงจะตายแล้ว อยากนอนต่ออีกสักหน่อย อาหารเข้าไม่ต้องมาเรียกข้านะ”
หลังจากที่อินชิงเสวียนพูดจบ นางก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว
เสียงหัวเราะของอินจื่อลั่วและเสี่ยวหนานเฟิงดังประสานกันอยู่ข้างนอก
เมื่อเปิดประตู ก็เห็นอินจื่อลั่วกำลังใช้ดอกไม้เล็กๆ หยอกเย้าเสี่ยวหนานเฟิงอยู่
อวิ๋นฉ่ายอุ้มเสี่ยวหนานเฟิงวิ่งไล่ตามอินจื่อลั่ว ซึ่งเสียงหัวเราะใสๆ ของพวกเขาเป็นเสียงเสนาะราวกระดิ่งเงิน
ครั้นเห็นอินชิงเสวียน อินจื่อลั่วก็หยุดทันที
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: สนมร้างรักขอทวงบัลลังก์
ตัวโกงเก่งกว่าคนดีแถมคนชั่วร้ายก็มีอยู่มากมายทั้งนอกทั้งในแบบนี้จะสู้ศึกไหวเหรอ...
มันเป็นพวกไหนกันแน่นะที่บ่อนทำลายชาติ ที่สำคัญจะเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลอินด้วยหรือเปล่า...
คนที่แสดงตัวเป็นพี่ใหญ่ไม่น่าจะเป็นตัวจริงเพราะมีพฤติกรรมลับลมคมในเรื่องต่างๆและทำให้เรื่องต่างๆแย่ลง เหมือนว่าจะหลงรักน้องสาวตัวเองเลยไม่รู้ว่าเป็นน้องแท้ๆหรือเปล่า...
มีคนเล่นตุกติกกับชุดของเด็กแล้วอยู่ในวังต้องระมัดระวังก็รู้อยู่นะคราวนี้ผ่านมาทางคนที่สนิท...
ดีจริงแทนที่จะเสียคะแนนได้คะแนนมาเพิ่มอีก...
ทางด้านกลยุทธ์น่าจะได้แต่ทางด้านวรยุทธหรือพละกำลังน่าจะไม่ไหวดังนั้นต้องพิสูจน์ตัวเอง...
อายุยังไม่ทันถึง 6 เดือนเลยละมั้งทำไมพูดคุยได้แล้วเก่งจริง...
โกหกครั้งหนึ่งก็ต้องโกหกต่อๆไป...
ความแตกแล้วมั้งเนี่ย...
เกือบไปแล้ว...