เมื่อซูเสี่ยวลู่กลับเข้าห้องไปอย่างกะทันหัน ซูซานหลางและจ้าวซื่อไม่ได้คิดอะไรมากนัก เมื่อเห็นซูเสี่ยวหลิงเข้ามาก็ชวนให้นั่งลงกินข้าวด้วยกัน
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ซูซานหลางและจ้าวซื่อก็เตรียมตัวไปเยี่ยมครอบครัวของเฉินหู่
ไม่นานหลังจากที่พวกเขาออกไป เฉินต้านิวและเฉินเอ้อร์นิวก็พาเฉินสือมาเรียนรู้การอ่านเขียนกับซูเสี่ยวหลิงและพี่น้องคนอื่นๆ
ในขณะเดียวกันที่บ้านของเฉินหู่ เฉินหู่และเฉียนซื่อกำลังต้อนรับซูซานหลางและจ้าวซื่อด้วยความกระตือรือร้น
เฉียนซื่อนำข้าวโพดคั่วที่คั่วเองมาให้ พร้อมกับชงน้ำร้อนให้พวกเขาดื่ม จากนั้นนางจึงนั่งลงข้างเฉินหู่
เฉินหู่ยิ้มพลางพูดว่า “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ นี่เป็นข้าวโพดคั่วที่แม่ของต้านิวเพิ่งจะคั่วแต่เช้า พวกท่านลองชิมดูสิ”
เฉียนซื่อมีฝีมือดีในเรื่องทำอาหาร นางชอบคิดค้นทำของกินเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ลูกๆ ได้ลิ้มลอง แม้จะซื้อขนมจากตลาดไม่ได้ นางก็พยายามหาวิธีทำของอร่อยขึ้นมาเอง
ข้าวโพดสองชั่ง เมื่อคั่วข้าวโพดเสร็จแล้วก็สามารถใส่ได้เต็มถัง นอกจากให้เด็กๆ ในบ้านกินแก้ขัดปาก ยังใช้เลี้ยงรับแขกได้อีกด้วย
ซูซานหลางและจ้าวซื่อมองหน้ากันพร้อมเผยรอยยิ้ม
จ้าวซื่อหยิบข้าวโพดคั่วขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วลองกิน
ซูซานหลางพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังว่า “น้องหู่ น้องสะใภ้ วันนี้เราสองคนมาที่นี่ เพราะมีเรื่องอยากปรึกษาพวกเจ้า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพวกเราทั้งสองครอบครัว”
ซูซานหลางนึกถึงช่วงต้นปีที่เขาพาซูฉงและซูหวาไปสมัครเข้าเรียน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ความรู้สึกเย็นยะเยือกในใจก็กลับมาอีกครั้ง
เฉินหู่เห็นสีหน้าจริงจังของซูซานหลาง เขาจึงพูดอย่างตั้งใจว่า “พี่ใหญ่ มีเรื่องอะไรบอกมาเถอะ ตราบใดที่ทำได้ ครอบครัวเราจะไม่ปฏิเสธแน่นอน”
เฉินหู่และภรรยาต่างรู้สึกขอบคุณครอบครัวซูซานหลาง เพราะความช่วยเหลือของพวกเขาทำให้ครอบครัวเฉินหู่มีชีวิตที่ดีขึ้นในตอนนี้
เฉินหู่หันมามองเฉียนซื่อ ทั้งสองสบตากัน ก่อนที่เฉินหู่จะบีบมือของเฉียนซื่อใต้โต๊ะอย่างแผ่วเบา เขารู้ดีว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นางจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
ซูซานหลางมองทั้งคู่ก่อนจะพูดต่อว่า “น้องหู่ วันนี้ที่ข้ามา ข้าต้องการปรึกษาพวกเจ้าว่าเราน่าจะลองเปิดร้านขายผักดองและของหมักดองในตัวเมืองดูดีหรือไม่? หากเราหาเส้นทางทำมาหากินได้สำเร็จ เมื่อได้เงินมาแล้ว เราจะขายบ้านและที่ดินตรงนี้ แล้วพาครอบครัวทั้งสองย้ายออกจากที่นี่ไปด้วยกัน”
“เมื่อต้นปี ข้าพาเจ้าฉงและเจ้าหวาไปสมัครเรียน แต่อาจารย์กลับพูดว่า เขาจะไม่สอนลูกของคนไร้สำนึกเช่นข้า ข้าจึงได้ตระหนักว่า บางสิ่งบางอย่างถึงแม้เราคิดว่าถูกต้อง แต่คนในโลกนี้อาจไม่มองว่ามันถูกต้อง หากเรายังอยู่ที่นี่ ลูกหลานของเราจะไม่มีโอกาสได้เรียน และในอนาคตเมื่อพวกเขาโตขึ้นและต้องแต่งงาน เกรงว่าคงมีแต่ครอบครัวที่นิสัยไม่ดีมาทาบทาม”
เฉินสือยังเล็ก แต่วันหนึ่งเขาก็ต้องเติบโต หากในอนาคตหญิงสาวที่เขาชอบมองว่าครอบครัวของพวกเขาไม่เหมาะสม และปฏิเสธที่จะให้โอกาสเฉินสือ พวกเขาจะทำอย่างไร?
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แม้แต่โอกาสที่จะเข้าเรียน เฉินสือก็ยังไม่มี
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เฉินหู่ก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะลองเสี่ยงร่วมกับซูซานหลาง เขามองไปที่ซูซานหลางด้วยสายตาจริงจังและพูดว่า “พี่ใหญ่ เพื่ออนาคตของลูกๆ ข้าและภรรยายินดีที่จะลองทำร่วมกัน เพียงแต่... ข้ากลัวว่าจะทำไม่สำเร็จและขาดทุน”
เฉียนซื่อก็พยักหน้าเห็นด้วยและพูดว่า “ผักดองที่ข้าทำก็เป็นเพียงผักธรรมดา ไม่ได้มีค่าอะไร หากขายไม่ออกจะทำอย่างไร?”
แม้ผักดองจะอร่อย แต่ถ้ากินทุกวัน ทุกมื้อ ก็คงเบื่อ หากทำในปริมาณมากแต่ขายไม่ออก จะเกิดปัญหาใหญ่
การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย
เฉียนซื่อไม่ได้กลัวความลำบาก นางแค่กลัวว่าหากขาดทุน จะทำให้ครอบครัวของซูซานหลางต้องเสียหายไปด้วย
ซูซานหลางพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ตราบใดที่พวกเจ้าพร้อมจะทำร่วมกับเรา หากมีการขาดทุน ครอบครัวข้าจะรับผิดชอบทั้งหมด แต่ถ้าได้กำไร เราสองครอบครัวจะแบ่งกัน”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา