พ่อบ้านซุนยืนฟังซูเสี่ยวหลิงกำลังแนะนำกับคนอื่น ว่าผักดองเปรี้ยวสามารถนำไปต้มกับปลา ต้มกับเต้าหู้ หรือทำอาหารอื่น ๆ ได้ เขายิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ฟังดูน่ากินทั้งนั้น เดี๋ยวข้าจะซื้อเนื้อปลากลับไปบ้าง”
พ่อบ้านซุนไม่เห็นซูซานหลาง จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “เหตุใดถึงมิเห็นพี่ซานหลางเล่า?”
จ้าวซื่อยิ้มบาง ๆ ตอบว่า “เขาไปที่โรงเตี๊ยมแล้ว เพื่อดูว่าพอจะนำผักดองเปรี้ยวเหล่านี้ลงในตำรับอาหารได้หรือไม่”
พ่อบ้านซุนชะงักไปครู่หนึ่ง มิคาดคิดว่าซูซานหลางจะมีความเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้
เมื่อได้สติกลับมา เขายกนิ้วหัวแม่มือขึ้นพร้อมกล่าวว่า “พี่ซานหลางช่างมีหัวคิดดีเยี่ยม เรื่องนี้ต้องสำเร็จเป็นแน่!”
พ่อบ้านซุนซื้อแล้วก็กลับไป การค้าก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิม
จ้าวซื่อนึกในใจว่า นี่อาจเป็นเพราะพ่อบ้านซุนเป็นพ่อบ้านของตระกูลใหญ่ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงไม่น้อยในเมืองนี้
เขาย่อมซื้อแน่นอน ผู้คนที่เห็นก็พากันคิดว่าสิ่งนี้ดี จึงต่างพากันมาแวะดู เมื่อได้ลองชิมแล้วเห็นว่ารสดี ต่างก็พากันซื้อกลับไปบ้านทีละคน
เฉินต้านิวกับเฉินเอ้อร์นิวมือมือไม้คล่องแคล่วว่องไว แม้ในช่วงแรกจะยังไม่ค่อยถนัด แต่เมื่อปรับตัวได้ก็ทำได้ดีขึ้นมาก ใบหน้าของทั้งสองแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย แต่ยังคงยิ้มตอบ พร้อมทั้งส่งไม้เสียบอาหารให้ด้วยรอยยิ้ม
เมื่อผู้ซื้อลองชิมแล้วแต่ไม่ซื้อ พวกนางก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็สามารถยิ้มพร้อมกล่าวว่า “ขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัย”ได้อย่างอ่อนโยน
ซูเสี่ยวหลิงยิ่งกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
จ้าวซื่อนึกในใจว่า วันนี้อาจขายได้เร็วกว่าวันวาน พรุ่งนี้ควรนำของมาขายให้มากขึ้นอีกหน่อย
ที่นี่ไม่มีสิ่งให้ต้องกังวลอีก นางก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงซูซานหลาง นางไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นเช่นไร ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้เขาประสบแต่ความราบรื่นและปลอดภัยทุกประการ
ขณะเดียวกัน ซูซานหลางที่เพิ่งถูกปฏิเสธจากโรงเตี๊ยมสองแห่งแรก ครั้นถึงโรงเตี๊ยมแห่งที่สาม ในที่สุดเถ้าแก่ก็ยอมออกมาพบเขา
โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีนามว่า ‘ฝูหมั่นไหล’ ดูเหมือนจะเปิดมานานหลายปีแล้ว เถ้าแก่เป็นชายชราอาวุโสแซ่หนิว
ซูซานหลางยกมือคำนับก่อนกล่าวขึ้นว่า “เถ้าแก่หนิว ข้ามีนามว่าซูซานหลาง เป็นพ่อค้าผักดองเปรี้ยวและผักดองเผ็ดแห่งปากตรอกถนนตะวันตก ร้านของข้ามีนามว่า ‘สือโหย่วเว่ย’ นี่คือผักดองเปรี้ยวและผักดองเผ็ดจากร้านของข้า ข้ามีความประสงค์จะเจรจาธุรกิจกับโรงเตี๊ยมของท่าน”
เถ้าแก่หนิวยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนกล่าวว่า “เจ้าคิดจะใช้ผักดองเปรี้ยวและผักดองเผ็ดมาเจรจาการค้าอย่างนั้นหรือ? เกรงว่าคงมิอาจสำเร็จได้หรอก ของเช่นนี้ทางโรงเตี๊ยมรของเราก็สามารถทำเองได้ อีกทั้งยังมีเหลือเฟือจนกินไม่หมดอยู่แล้ว”
ผักดองเปรี้ยวและผักดองเค็มเช่นนี้ โรงเตี๊ยมไหนเลยจะขาดของเช่นนี้ได้เล่า
เพียงเพราะซูซานหลางมีรอยยิ้มอ่อนโยนและดูเป็นมิตร จึงมิได้ไล่เขาออกไป อีกทั้งเวลานี้ผู้ซื้อในโรงเตี๊ยมก็น้อยนัก การพูดคุยกับเขาสักสองสามประโยคย่อมมิได้เสียเวลาในการทำงานแต่อย่างใด
เถ้าแก่หนิวมิได้ขัดขวางที่ซูซานหลางจัดวางของออกมา ซูซานหลางมือไม้คล่องแคล่วว่องไว อีกทั้งคำพูดจายังฟังแล้วน่ารื่นหู ของที่นำมาก็ล้วนสะอาดเรียบร้อย และผักดองเปรี้ยวกับผักดองเผ็ดนั้นก็แตกต่างจากของที่โรงเตี๊ยมมีอยู่บ้าง
เขาเริ่มต้นด้วยการเสียบผักดองเปรี้ยวชิมก่อน รสชาติกรอบอร่อยสดชื่น แต่เขายังคงนิ่งเงียบมิได้เอ่ยวาจาใด
ต่อจากนั้น เขาก็ผักดองเผ็ด แล้วปิดท้ายด้วยผักกาดขาวดองรสเผ็ด
ผักกาดขาวดองรสเผ็ดเป็นอย่างสุดท้าย สายตาที่เถ้าแก่หนิวมองซูซานหลางก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่ทันยั้งว่า “นี่ทำอย่างไรหรือ? รสชาติสดใหม่ หวานและเผ็ด ช่างแตกต่างไม่เหมือนใครจริง ๆ”
ซูซานหลางยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนกล่าวว่า “นี่เป็นฝีมือประจำบ้าน ด้วยความที่แปลกไม่เหมือนใคร ข้าจึงคิดนำมาใช้ทำการค้า เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ”
ส่วนวิธีการทำนั้น ซูซานหลางย่อมมิอาจเปิดเผยได้
เถ้าแก่หนิวก็ได้สติว่าตนเองถามผิดเรื่อง จึงลองชิมแต่ละอย่างอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง แล้วกล่าวกับซูซานหลางว่า “ร้านของเจ้าขายของเหล่านี้อย่างไรบ้าง?”
ซูซานหลางตอบตามจริงว่า “แต่ละอย่างขายในราคาแปดอีแปะต่อหนึ่งชั่ง”
เถ้าแก่หนิวครุ่นคิดอยู่ในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสำรวจซูซานหลาง แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าว่าจะมาคุยธุรกิจกับโรงเตี๊ยมของเรา เช่นนั้นเจ้าคิดจะคุยอย่างไร? ลองว่ามาสิ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา