“นางมองข้าด้วยสายตาอันอ่อนโยน เป็นความรักความห่วงใยจากผู้ใหญ่ที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่ไม่นานนัก ท่านแม่ของข้าก็พบเข้า ไม่เพียงแค่ตำหนิข้าอย่างรุนแรง ยังสั่งห้ามข้าไม่ให้มาอีก”
“นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นท่านแม่ดุถึงเพียงนั้น อีกทั้งยังโดนโบย ในคืนนั้นข้าก็ป่วยเป็นไข้สูง หลังจากฟื้นตัว ข้าพยายามถามแม่นม และเคยถามเหล่าบ่าวไพร่เช่นกัน”
“ทุกคนล้วนกล่าวว่าในจวนนี้ไม่มีอี๋เหนียง คงเป็นเพราะข้าตัวร้อนจนสับสน คิดไปเองว่าฝันเป็นความจริง”
ใบหน้าของไป๋จื่อมู่แสดงอารมณ์สับสน ความทรงจำในครั้งนั้นยังคงฝังลึก ราวกับไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน แต่เมื่อเขาเติบโตขึ้นและกลับมาที่นี่อีกครั้ง ก็พบเพียงเรือนที่รกร้าง ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่สักคน
นานวันเข้า แม้แต่เขาเองก็เริ่มเชื่อว่าเรื่องราวทั้งหมดอาจเป็นเพียงความฝัน
“แต่เดิมข้าไม่ได้พำนักอยู่ที่นี่ เพียงเพราะน้องชายคนรองร่ำร้องอยากได้เรือนของข้า ท่านพ่อจึงให้ข้าย้ายไปหาเรือนใหม่”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงนึกถึงเรือนนี้ จึงสั่งให้คนซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนจะย้ายเข้ามาอาศัยอย่างสบายใจ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ กลับเกิดเหตุประหลาดขึ้นมากมาย”
“ท่านแม่และน้องชายทั้งสองคนต่างประสบเคราะห์ติดๆ กัน ยืนกรานว่าที่นี่มีผี สองวันก่อน น้องรองพลัดล้มในเรือนจนศีรษะแตก แต่ข้าอาศัยอยู่ในเรือนนี้กลับรู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”
ซ่งรั่วเจินก็ได้เห็นภาพเดียวกันกับที่ไป๋จื่อมู่เล่าจากความทรงจำของอวี้เยว่หลิง ทั้งๆ ที่เป็นบุตรของนางเอง แต่กลับไม่มีโอกาสได้พบหน้า
มีเพียงแค่ครั้งเดียวที่ได้พบกันโดยบังเอิญ แต่กลับนำพาให้ไป๋จื่อมู่ถูกลงโทษ
ในฐานะมารดา ความเจ็บปวดเช่นนี้มากมายเพียงใดเล่า?
เมื่อได้ฟังคำกล่าว แววตาของซ่งรั่วเจินฉายแววลังเลขึ้นมา หากพูดเช่นนี้ ไป๋จื่อมู่ไม่เคยสงสัยเลยหรือว่าเขาไม่ใช่บุตรแท้ๆ ของหลี่ว์เหวินซิ่ว?
การได้ยินข่าวนี้กะทันหัน คงเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจไม่น้อย
ฉู่จวินถิงเห็นแววตาลังเลของซ่งรั่วเจินที่มองมาทางเขา ก็พอจะคาดเดาความคิดของนางได้ “มีสิ่งใดจะกล่าวก็พูดมาเถิด จื่อมู่เป็นคนฉลาด เขาเองก็เคยคาดเดาเรื่องบางอย่างไว้แล้วเช่นกัน”
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย ชีวิตนี้ข้าลิขิตเอง
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรีนะคะ แต่การเติมเงินใช้เป็นเพียงบัตรเติมเงินเอไอเอสเท่านั้น...