“จำนวนคนของทั้งสองฝ่ายต่างกันไม่น้อย แม้ว่าจะสังหารได้พอควร ทว่าก็มีพลทหารถึงสองนายต้องสังเวยชีพ สองคนที่เหลือจึงรีบกลับมายังค่ายทหาร”
“เมื่อนายทหารในค่ายรู้ว่าพี่น้องพวกตนถูกโจรภูเขาสังหารสิ้นก็ต่างเดือดดาลคั่งแค้น พากันถือจับอาวุธหมายล้างแค้นแทนพี่น้องตน ฉู่อ๋องได้ยินข่าวเข้าจึงรีบรุดหน้าไปจัดการ”
“นึกดูแล้ว พวกเขาคงต้องวางแผนกันข้ามคืนเลยทีเดียว เพื่อกำจัดโจรภูเขาเหล่านี้ให้ราบคาบโดยไว”
ซ่งรั่วเจินเข้าใจได้ในทันที “พี่ใหญ่ เช่นนั้นท่านมิต้องเป็นกังวลเรื่องข้าไปหรอก รีบไปด้วยกันกับฉู่อ๋องเถิด”
“ไม่เป็นไรหรอก เวลาเพียงแค่นี้มิได้เสียหลาย อีกอย่างข้ายังต้องกลับไปเอาข้าวของอีกด้วย”
ซ่งเยี่ยนโจวโบกมือ “ฉู่อ๋องตั้งใจชวนข้าไปด้วย ดูท่าคงรู้ดีว่าข้าหยุดอยู่ที่บ้านมาก็นานนม ครานี้ได้กลับไปแล้วก็ย่อมมิอาจหลีกเลี้ยงคำครหาสงสัยจากผู้คน แต่หากปราบโจรได้สำเร็จก็เท่ากับได้สร้างผลงานมีความดีความชอบ”
แม้เขาจะมีศักดิ์เป็นนายทัพผู้หนึ่ง แต่เมื่อก่อนก็เคยสอบผ่านเข้ารับราชการ หากไม่ได้เลือกติดตามบิดาไปเป็นทหารแล้วล่ะก็ บัดนี้ก็คงได้เป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนไปเสียแล้ว ดังนั้นจึงย่อมเข้าใจถึงความลำบากเหนื่อยยากในการวางแผนของฉู่อ๋อง
ซ่งรั่วเจินเองก็เข้าใจดี การที่ฉู่จวินถิงจงใจเอ่ยปากถามเช่นนี้ก็คงเพราะมองเห็นว่าเป็นโอกาสดีประการหนึ่ง
“น้องหญิงห้า พี่ใหญ่มิรู้แจ้งว่าความสัมพันธ์ของเจ้าและฉู่อ๋องเป็นเช่นไรก็จริง ทว่าก็อยากจะบอกกล่าวกับเจ้าเอาไว้อย่าง”
แววตาหนักแน่นของซ่งเยี่ยนโจวจ้องมองไปยังซ่งรั่วเจินก่อนเอ่ย “อนาคตของข้าขอให้ข้าเป็นผู้บากบั่นมานะเองเถิด เจ้ามิต้องเป็นกังวลเพราะเรื่องเหล่านี้หรอก และก็มิต้องฝืนตนกดดันเพื่ออนาคตของวงศ์ตระกูล เจ้าห่วงเพียงสิ่งที่ตนอยากทำก็เพียงพอแล้ว”
น้องหญิงห้าทำเพื่อพวกเขามามากแล้ว ไม่อาจให้นางต้องลำบากใจเพื่อพวกเขามากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
อนาคตของพวกเขาเหล่าพี่น้องย่อมต้องให้พวกเขาได้มานะบากบั่นเอาเอง กลับกันต้องเป็นพวกเขาเสียอีกที่ทำให้น้องหญิงห้าใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล มิเช่นนั้นพี่ชายเช่นพวกเขาก็นับว่าเกิดมาเสียชาติเกิดแล้ว!
ซ่งรั่วเจินรู้สึกอบอุ่นในใจและเข้าใจในเจตนาของซ่งเยี่ยนโจวเป็นอย่างดี จึงเอ่ย “พี่ใหญ่วางใจได้ ข้าจะไม่ฝืนใจตนเองเป็นอันขาด”
หลิ่วหรูเยียนโบกมือปฏิเสธ “หากพี่เจ้าต้องออกศึกเข้าจริง ๆ แม่ย่อมต้องเป็นกังวล ทว่าเพียงแค่การปราบโจร หากแม้แต่เรื่องนี้ก็มิอาจทำได้ก็นับว่าเสียชื่อต่อสกุลซ่งของเราแล้ว”
สองวันก่อนนางได้เห็นซ่งเยี่ยนโจวแสดงฝีมือฝึกทวน ท่าทีดุดันเก่งฉกาจดุจพยัคฆ์ที่ได้มองมิได้ด้อยไปกว่าผู้เป็นบิดาเลยสักนิด นับได้ว่าสกุลซ่งไม่ขาดผู้สืบสกุลแล้ว
วันหน้าหากได้พานพบท่านแม่ทัพและวงศาคณาญาติบรรพบุรุษสกุลซ่งยังปรโลก นางก็พูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่า อย่างน้อยก็มิได้ทำให้สกุลซ่งต้องล่มจมสูญสิ้น
“จริงสิรั่วเจิน อย่าลืมเสียเล่าว่าคืนนี้เจ้ายังต้องไปจวนเซียงอ๋อง” หลิ่วหรูเยียนกำชับเตือน
ซ่งรั่วเจินเมื่อได้ยินคำย้ำเตือนจากหลิ่วหรูเยียนแล้วจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคืนนี้มีงานเลี้ยงราตรีที่จวนเซียงอ๋อง
หมู่นี่เกิดเรื่องราวขึ้นมากมายจริงๆ จนนางเกือบจะลืมไปเสียแล้ว จึงเอ่ยถาม “จวนเซียงอ๋องได้เชิญพี่ชายรองไปด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย ชีวิตนี้ข้าลิขิตเอง
ทำไมยังไม่สามารถอ่านได้ ใช้ดหรียญไม่ได้...
ระบบเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว ทำไมไม่มีการติดจ่อกลับมา...
ทำไมอ่านต่อไม่ได้ เติมเงินแล้วก็ไม่ได้...
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้...
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรีนะคะ แต่การเติมเงินใช้เป็นเพียงบัตรเติมเงินเอไอเอสเท่านั้น...