ทันทีทันใดที่สิ้นเสียงของซ่งรั่วเจิน สีหน้าของนายหญิงหลิ่วก็พลันเปลี่ยนสี
นางลืมไปเสียสิ้นว่าซ่งรั่วเจินมีความสามารถเช่นนี้อยู่กับตัว!
“เจ้าลูกอกตัญญูมิรู้คุณ! แม่ของเจ้าก็คือข้าอย่างไรเล่าที่อุ้มท้องถึงสิบเดือนคลอดเจ้าออกมา บัดนี้เจ้ากลับมาอุตริคิดสงสัยเรื่องเช่นนี้ได้ ตกลงเห็นข้าเป็นคนอย่างไรกัน!”
นายหญิงหลิ่วคล้ายเดือดดาลจนถึงขีดสุด จึงยื่นมือออกหมายจะทุบตีซ่งรั่วเจิน “เจ้าไม่รู้จักอบรมสั่งสอนลูกให้ดี เช่นนั้นข้าผู้นี้จะช่วยอบรมให้เอง!”
ทว่ามือของนายหญิงหลิ่วเพิ่งยื่นออกมากลางอากาศก็ถูกขวางเอาไว้
สายตาเยียบเย็นของฉู่จวินถิงกับจ้องเขม็งไปที่นางเสียก่อน “ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วก็เลื่องชื่อมิน้อยเรื่องมิอาจอบรมบุตรหลานให้ดี เช่นนั้นหยุดคิดจะอบรมลูกหลานผู้อื่นเสียจะดีกว่า”
สีหน้าของนายหญิงหลิ่วพลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นนางยังพอใช้สถานะความอาวุโสกดข่มผู้อื่นได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฉู่อ๋องเช่นนี้แล้ว ต่อให้ใจกล้าอีกสักร้อยเท่าพันเท่านางก็ไม่กล้า!
นางเด็กซ่งรั่วเจินผู้นี้ก็ช่างโชคดีได้น่าบรรลัยแท้ ถึงกับมีฉู่อ๋องมาโปรดปรานให้ความสำคัญเช่นนี้
“ท่านอ๋อง ข้าอายุอานามก็ปูนนี้แล้ว สู้อุตส่าห์ตรากตรำเลี้ยงดูพวกนางจนเติบใหญ่ บัดนี้กลับถูกลูกหลานกินแหนงแคลงใจเสียได้ จะให้ข้าฝืนกลั้นความขมขื่นในใจได้อย่างไรเล่าเพคะ?” นายหญิงหลิ่วพยายามแสดงความชอกช้ำ
“ในเมื่อเจ้ายืนกรานว่าคือมารดาผู้ให้กำเนิด จะมีสิ่งใดให้ร้อนรนกัน? หากมิใช่เพราะเจ้าลำเอียงเกินไป ผู้คนมีหรือจะเกิดข้อสงสัยในเรื่องเช่นนี้ได้
มิสู้ถือโอกาสนี้พิสูจน์ให้กระจ่างเสีย หากเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขกันจริงต่อจากนี้ก็จะได้ไร้ข้อครหา”
ฉู่จวินถิงยังคงมีท่าทีเฉยชาเช่นเคย ก่อนนี้ที่ไม่ได้เอะใจสงสัยในเรื่องพวกนี้มาก่อน เขาจึงไม่ได้ปล่อยให้ปฏิกิริยาของคนสกุลหลิ่วรอดพ้นสายตาไป ยามนี้ถึงได้มาซึ่งข้อสรุปที่ว่าคาดการณ์ของรั่วเจินมีมูลความจริงเป็นอย่างยิ่ง
สีหน้าร้อนรนหวั่นใจเช่นนั้น...ยากที่จะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
นายหญิงหลิ่วหันไปมองนายท่านหลิ่วด้วยความลนลานในขณะที่สีหน้าของนายท่านหลิ่วเองก็ไม่น่าดูชมนักเช่นกัน ทว่าเขาเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อย มีหรือจะหาญกล้ากระทำอุกอาจต่อหน้าฉู่อ๋อง?
หากมีเขาเป็นหลานเขยแล้วก็ยังพอทำเนา บัดนี้กระทั่งตระกูลซ่งก็ตีตัวออกหากจากพวกเขาแล้ว เช่นนั้นก็อย่าได้คิดหวังลมๆ แล้งๆ ใดอีกเลย
ส่วนนายหญิงหลิ่วกลับพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า ปากก็เอาแต่พร่ำพูด “มิได้ ข้ากลัวเลือด ข้า...”
ฉู่จวินถิงเพียงส่งสายตาเป็นนัย อวิ๋นหยางก็ย่างเข้าไป โดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ทันปฏิเสธเขาก็ใช้กริชกรีดเข้าที่ปลายนิ้วของนายหญิงหลิ่วเข้าเสียแล้ว ก่อนนำเอาหยาดเลือดสดหยดลงบนแผ่นกระดาษเขียนยันต์
นายหญิงหลิ่วที่เดิมทีตั้งท่าจะแสร้งเป็นลม “...”
หลิ่วเฟยเยี่ยนที่เตรียมเป็นนักแสดงสมทบเข้าช่วยรับนายหญิงหลิ่ว “...”
หยาดเลือดซึมหายลงไปในทันทีที่เลือดหยดลงบนกระดาษเขียนยันต์ พร้อมกันนั้นซ่งรั่วเจินก็จุดเทียนไขสองเล่มที่เตรียมเอาไว้นานแล้ว
“หากท่านแม่เป็นบุตรในไส้ของท่านยายจริงเทียนไขก็ย่อมมิอาจดับ แต่หากมิใช่ เมื่อเทียนดับลงแล้วก็จะมิอาจจุดติดให้ลุกโหมขึ้นอีกได้”
“เพื่อแสดงความยุติธรรม ข้าจึงได้วาดกระดาษเขียนยันต์เอาไว้สองแผ่น ท่านยายจะทดสอบกับท่านแม่ข้าก่อนครั้งหนึ่ง อีกครั้งไว้ค่อยทดสอบกับท่านน้า”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย ชีวิตนี้ข้าลิขิตเอง
ทำไมยังไม่สามารถอ่านได้ ใช้ดหรียญไม่ได้...
ระบบเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว ทำไมไม่มีการติดจ่อกลับมา...
ทำไมอ่านต่อไม่ได้ เติมเงินแล้วก็ไม่ได้...
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้...
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรีนะคะ แต่การเติมเงินใช้เป็นเพียงบัตรเติมเงินเอไอเอสเท่านั้น...