“อะไรกัน? ใต้เท้าหลิ่วมิกล้าอย่างนั้นหรือ?” ฉู่จวิ้นถิงกล่าวเสียงขรึม
ใต้เท้าหลิ่วนิ่งเงียบอยู่ครู่ ก่อนมีทีท่าคล้ายหมดเรี่ยวแรงแล้วก็มิปาน พลางหันมองนายหญิงหลิ่วด้วยความจนใจ “ช่างเถิด เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้วก็พูดไปเสียเถิด”
นายหญิงหลิ่วย่อมไม่อยากที่จะยอมรับความจริง ทว่ากลับรู้ดีว่าไม่อาจเลี่ยงต่อไปได้อีก นางจึงได้แผดเสียงร่ำไห้โหยหวน “ข้าเองก็มิรู้เช่นกันว่สารเลวคนไหนมันสับเปลี่ยนลูกข้าไป!”
“หลายปีมานี้ข้าก็เลี้ยงดูหรูเยียนดังบุตรในไส้มาโดยตลอด จนเมื่อไม่นานมานี้จึงเพิ่งได้รู้ว่านางมิใช่บุตรสาวแท้ๆ ของข้า! แต่อย่างไรพระคุณเลี้ยงดูย่อมยิ่งใหญ่กว่าพระคุณให้กำเนิด หรือเพียงเพราะเรื่องเท่านี้ก็ทำให้มิอาจยอมรับข้าผู้นี้เป็นแม่เจ้าแล้ว?”
ใต้เท้าหลิ่วเองก็กล่าวด้วยสีหน้าปวดร้าวเช่นกัน “ครานั้น ฮูหยินข้าตั้งครรภ์ลูกถึงสิบเดือนจนคลอดออกมา บัดนี้กลับไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าลูกไปอยู่แห่งหนใด หรือยังจะกล่าวโทษพวกข้าด้วย?”
“ที่พวกข้าปิดเอาไว้มิยอมพูด ก็เพราะมิต้องการให้หรูเยียนปฏิบัติห่างเหินต่อพวกข้า มินึกเลยว่า...”
ผู้คนได้เห็นสกุลหลิ่วออกปากยอมรับด้วยตนเองเช่นนี้แล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เสียก็เพียงแต่คำอธิบายของพวกเขานั้น หาได้มีผู้ใดเชื่อถือแม้แต่ครึ่งคำ!
“เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้อะไรกัน ข้าว่าคงรู้มาตั้งนานแล้วกระมัง จึงได้ลำเอียงต่อนางถึงเพียงนี้”
“คนหนึ่งบุตรในไส้ อีกคนมิใช่ หากมิใช่เพราะซ่งฮูหยินเห็นถึงความผิดปกติ เกรงว่าคงจะถูกปิดเช่นนี้ไปตลอด”
“เมื่อครู่คุณหนูซ่งก็ได้พิสูจน์อย่างชัดเจนแล้ว พวกเขากลับยังปฏิเสธหัวชนฝาอยู่ได้ หากไม่มีเจตนาซ่อนเร้นมีหรือจะยอมทำถึงขั้นนี้?”
ผู้คนในที่นั้นล้วนกระจ่างแจ้งในใจแล้ว ว่าที่สกุลหลิ่วไม่ยอมรับเสียแต่แรกก็เพื่อต่อไปจะได้ขูดรีดประโยชน์จากสกุลซ่งต่อไป ทันทีที่ถูกเปิดโปงจะเป็นทรัพย์สินสมบัติใดก็ไม่อาจร้องขอได้ง่ายดายสมเหตุผลปานนี้แล้ว
“ที่แท้ก็รู้อยู่นานแล้วนี่เอง มิน่าคนทั้งสกุลหลิ่วไม่ว่าจะหน้าไหนก็ล้วนชี้นิ้วสั่งการท่านแม่ข้าได้ ขอเพียงไม่พอใจเรื่องใดก็ถูกตำหนิอย่างรุนแรง คอยแต่จะบีบคั้นท่านแม่ข้าด้วยคำขู่ตัดสัมพันธ์อยู่ร่ำไป”
หลิ่วเฟยเยี่ยนกล่าวต่อหน้าของหลิ่วหรูเยียนด้วยความเดือดดาล “มีเรื่องใดไม่พอใจก็จงมาลงที่ข้า! แต่หากเปลี่ยนเป็นท่านดูบ้าง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเด็กมิใช่บุตรในไส้ของตน ท่านยังจะรักใคร่เอ็นดูได้มากกว่าบุตรในไส้ของตนหรือ?”
“ท่านพ่อท่านแม่มิได้ทำสิ่งใดผิด เป็นเจ้าเองที่มิควรจะเรียกร้องมากมายเช่นนั้น หากมิใช่ท่านพ่อท่านแม่เลี้ยงดูสอนสั่งท่าน ไม่แน่ท่านอาจจะหิวตายข้างถนนไปนานแล้วก็ได้!”
นางมั่นใจเป็นยิ่งว่าหลิ่วหรูเยียนไม่มีทางรู้ว่าบิดามารดาที่แท้จริงของตนเป็นใคร หากรู้แล้วเล่าก็ คงตะลีตะลานรีบไปสานสัมพันธ์กันนานแล้ว ยามนี้จึงได้ราวเส้นลมปราณถูกเปิดออก คำพูดคำจึงยิ่งไร้ความยั้งคิด
“เจ้ามิใช่คนสกุลหลิ่ว! มิแน่ว่าอาจเป็นบุตรสาวของขอทาน หรือไม่ก็เด็กสาวชาวบ้านธรรมดาสามัญ”
หากไม่มีสกุลหลิ่วแล้วเล่าก็เจ้าจะมีวาสนาแต่งเข้าสกุลซ่งได้หรือ? ท่านพ่อท่านแม่มิอยากให้กดดันจิตใจเจ้าจึงมิได้ปริปาก แต่เจ้ากลับโยนความผิดทั้งหมดมาให้พวกเรา ท่านต่างหากที่เป็นคนขี้ขลาดนัก!”
คุณชายใหญ่สกุลหลิ่วที่ก่อนนี้มีท่าทีตื่นตระหนกก็ราวกับได้ที่พึ่งทางใจขึ้นมา เขาด่าทอต่อ “เจ้ามันไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี! ไร้จิตสำนึก!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย ชีวิตนี้ข้าลิขิตเอง
ทำไมยังไม่สามารถอ่านได้ ใช้ดหรียญไม่ได้...
ระบบเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว ทำไมไม่มีการติดจ่อกลับมา...
ทำไมอ่านต่อไม่ได้ เติมเงินแล้วก็ไม่ได้...
ทำไมใช้เหรียญไม่ได้...
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรีนะคะ แต่การเติมเงินใช้เป็นเพียงบัตรเติมเงินเอไอเอสเท่านั้น...