เข้าสู่ระบบผ่าน

พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ นิยาย บท 1164

วันเวลาผ่านไป ไม่ทันไรก็ถึงวันที่ตระกูลเฟิงจัดงานเลี้ยงต้อนรับญาติ

ทั้งจวนเฟิงประดับประดาไปด้วยโคมไฟ ผ้า กระดาษสีทั่วทุกที่

เสนาบดีซ้ายเฟิงตั้งใจเชิญวงดนตรีมาเฉลิมฉลองด้วยปี่แตรฆ้องกลองบนถนนตรงหน้าประตูใหญ่ ทั้งยังให้เด็กรับใช้ไปแจกจ่ายแผ่นทองคำให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลโชคดี

กองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์พยายามสัมภาษณ์ประเด็นร้อนมาระยะหนึ่ง แต่เขาไม่อยากเอ่ยถึงอดีตอันน่าเสียใจกับลูกสาวคนโตอีก เพราะจะทำให้คนเอาไปซุบซิบนินทาหลังกินอาหาร เขาจึงปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์

แต่ต่อให้จะไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์เผยแพร่ ทันทีที่มีข่าวใหญ่เช่นนี้ออกมา ผู้คนในเมืองหลวงก็รู้เรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นในตระกูลเฟิง

ในคืนงานเลี้ยงต้อนรับญาติ ถนนจูเชี่ยเต็มไปด้วยรถราและผู้คน ล้วนเป็นผู้สูงศักดิ์ที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยง ดึงดูดผู้คนมากมายให้มาชมความสนุกสนาน

ทหารองครักษ์เมืองหลวงถึงขั้นต้องติดต่อและส่งหน่วยจราจรมาควบคุมสถานการณ์

ในฐานะทายาทรุ่นสองที่โด่งดังและเป็นคุณชายคนโตของตระกูลร่ำรวย ฉีเทียนเหอคุ้นเคยกับการมีกล้องและแสงไฟติดตามตัวมานานแล้วเมื่อต้องออกไปข้างนอก เขาก็ไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด

ตรงกันข้าม เสนาบดีซ้ายเฟิงรู้สึกไม่วางใจ กำชับอย่างเข้มงวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า “คืนนี้จะมีผู้สูงศักดิ์มาไม่น้อย รวมทั้งฝ่าบาทด้วย เจ้าต้องสำรวมและสุขุมหน่อย อย่ายืนหรือนั่งไม่ระวัง จะทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัยเอาได้ จะไม่เป็นผลดีกับเจ้าเลย”

ฉีเทียนเหอยักไหล่ “อย่างน้อยเขาก็เป็นน้าเขยของข้า คงไม่รุนแรงนักหรอก? อีกอย่างข้ามีพระเจ้าหลวงเป็นผู้สนับสนุน ไม่ต้องกลัวไป ได้ยินว่าน้าเขยถูกจับมัดห้อยเฆี่ยนตีเพราะเรื่องของแม่ข้ามาก่อน เขาต้องสุภาพกับข้าแน่นอน”

หางตาของเสนาบดีซ้ายเฟิงกระตุกทีหนึ่ง ก่อนเอ่ยเตือน “เจ้าไม่ต้องกลัวฝ่าบาท แต่ไม่ว่าอย่างไรคืนนี้ก็ต้องรักษาหน้าข้าไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าแสดงความขี้ขลาดต่อหน้าตาเฒ่าหลี่ นี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เจ้าจำได้หรือไม่”

“ระวังปากของเจ้าไว้ พูดน้อยผิดน้อย นิ่งเสียมีค่าดุจทองคำ!”

เขาได้เรียนรู้แล้วว่าปากของหลานชายนั้นไม่มีหูรูดพอๆ กับของพระชายารัชทายาท

ฉีเทียนเหอเอาแขนโอบไหล่เขาแล้วตบเบาๆ “คุณตาไม่ต้องห่วงหรอก คืนนี้คุณตาจะต้องมีเกียรติมากขึ้นอย่างแน่นอน ข้ามีแผนในใจ จะไม่ปล่อยให้คนอื่นหัวเราะเยาะ”

เขาตั้งใจเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับญาติคืนนี้ไว้อย่างดี

ผู้ใหญ่น่ะล้วนชอบอวดลูกหลานของตนเพื่อเอาหน้า เขาแสดงละครต่อหน้าญาติๆ มาตั้งแต่เด็กจนชินแล้ว

เมื่อเห็นว่าเขารู้ความเช่นนี้ เสนาบดีซ้ายเฟิงก็กล่าวปลอบใจ “เจ้าเชื่อฟังก็ดี ข้าไม่ขอให้เจ้าแสดงเก่งจนสะดุดตา แค่ประพฤติตัวดีไม่ออกนอกกรอบก็เพียงพอแล้ว”

หากเป็นเด็กธรรมดาคนอื่นๆ ในตระกูลเฟิง เขาอาจรู้สึกว่าสั่งสอนอะไรไม่ได้เลยจนรู้สึกอับอาย แต่ฉีเทียนเหอคนนี้ทำให้เขาไม่ต้องพูดมากความนัก

แต่ความจริงพิสูจน์ได้ว่า เสนาบดีซ้ายเฟิงยังอ่อนหัดเกินไปกับคนที่ชอบทำตัวโดดเด่นดึงดูดความสนใจของทุกคนไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็ตาม

เมื่องานเลี้ยงอาหารค่ำเริ่มต้น พวกอวิ๋นหลิงก็มาถึงจวนเฟิงตรงเวลา

คืนนี้มีแขกเหรื่อไม่มากนัก แขกชายหญิงนั่งประจำที่เรียบร้อย ทว่าทุกคนล้วนมีศักดิ์ฐานะไม่ธรรมดา

นอกจากราชนิกูลแล้ว ยังมีข้าราชบริพารระดับต่างๆ ตำแหน่งต่ำสุดก็คือขุนนางขั้นหนึ่งในราชสำนัก แสดงให้เห็นว่าเสนาบดีซ้ายเฟิงให้ความสำคัญกับฉีเทียนเหอยิ่งนัก

ในบรรดาคนตระกูลเฟิง มีเพียงผู้ชายและผู้หญิงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม

ในห้องจัดเลี้ยงที่นั่งชายหญิงแยกกันทางซ้ายและขวาโดยมีม่านมุกบังสายตาไว้

อวิ๋นหลิงช้อนตามองไปเห็นเสนาบดีซ้ายเฟิงพาฉีเทียนเหอที่พยักหน้าค้อมกายขณะเดินไปทักทายโต๊ะตรงข้ามจนทั่ว

จักรพรรดิจาวเหรินนั่งอยู่ข้างพระเจ้าหลวง เขารู้สึกร้อนรนกระวนกระวายเล็กน้อยอย่างหาได้ยากนัก

แม้ว่าจะไม่ชอบรูปลักษณ์ภายนอกของชาวตะวันตก แต่ก็ไม่มีใครไม่ถูกกับเงิน บัดนี้ในแคว้นต้าโจวล้วนมีพ่อค้าต่างชาติมาพำนักถาวรจำนวนมาก ทั้งขายใบชา ผ้าแพรต่วนและเครื่องลายครามไปทั่วทุกหนแห่ง

หลายปีนี้มีผู้มั่งคั่งจำนวนมากได้เข้ามาทำการค้ากับชาวตะวันตกจนร่ำรวย ดังนั้นพ่อค้าหลายคนจึงได้เรียนภาษาตะวันตกด้วยตนเอง

แม้แต่ราชสำนักก็เริ่มกำหนดให้ขุนนางกรมคลังต้องเรียนรู้ภาษาปะกิด แสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

ด้วยเหตุนี้ ขุนนางในราชสำนักจึงสั่งให้ลูกหลานในตระกูลเรียนภาษาปะกิดและแข่งขันกันเอง

เสนาบดีขวาหลี่เคยถามเป็นการส่วนตัวว่าฉีเทียนเหอเกิดบนเกาะห่างไกล ครอบครัวทำกิจการอะไร

เขาคิดว่าน่าจะเป็นลูกชายของเจ้าของบ่อปลา ผู้ที่มาจากเมืองเล็กๆ คงไม่เคยเรียนหนังสือ และไม่มีประสบการณ์มากนัก

ฉีเทียนเหอพยักหน้า กล่าวด้วยความ ‘ถ่อมตัว’ ว่า “ข้าไม่มีความสามารถ แต่ก็ร่ำเรียนหนังสือมาสิบกว่าปีแล้ว พูดได้เพียงสี่ภาษาง่ายๆ เท่านั้นเอง”

ได้ยินเช่นนี้ เสนาบดีซ้ายเฟิงก็ตกใจ “เจ้ารู้ถึงสี่ภาษาเชียวหรือ”

ทำไมไม่เคยได้ยินเจ้าเด็กคนนี้พูดถึงมาก่อน!

เขายังนึกว่าอีกฝ่ายไม่รู้หนังสือ อย่างไรเสียคำพูดและน้ำเสียงตามปกติของหลานชายก็ไม่ค่อย ‘ได้รับการอบรม’ มากนัก

“นอกจากภาษาดินแดนจงหยวนแล้ว ยังมีภาษาปะกิด ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเปอร์เซียด้วย ยังไม่ถือว่าเชี่ยวชาญ แต่สามารถฟัง อ่าน เขียน และแปลได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ”

เสนาบดีขวาหลี่แค่นหัวเราะหยันในใจ หนุ่มผมขาวผู้นี้โกหกปั้นเรื่องเก่งจริงๆ ถ้าพูดภาษาปะกิดได้ก็แล้วไป แต่ยังพูดภาษาเปอร์เซียได้ด้วย มีผู้คนทั้งเมืองหลวงไม่มากนักที่สามารถสื่อสารกับพ่อค้าชาวเปอร์เซียได้!

หลังจากที่เสนาบดีซ้ายเฟิงตกตะลึง หัวใจเต้นโครมคราม เจ้าเด็กคนนี้จงใจคุยโวเพื่อทำให้เขามีหน้ามีตากระมัง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พระชายาคือแพทย์อัจฉริยะ