หวังซุ่นหมดสติไป แต่เย่จิ่งหลานยังคงเมาอยู่ โมริตะคาวาสึบาเมะพาทั้งสองคนไปที่ถ้ำที่ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ
ทางเข้าถ้ำแคบมาก แต่ด้านในกว้างขวาง โมริตะคาวาสึบาเมะและผู้ติดตามสองคนคลานเข้าไป เหวี่ยงเย่จิ่งหลานและหวังซุ่นสองคนลงไปที่พื้น
ขณะที่มองเย่จิ่งหลาน เขาก็ยิ้มอย่างเย็นชา
“ตัดเอ็นร้อยหวายของพวกเขาซะ จะได้หนีไปไม่ได้ หวังซุ่นเจ้าคนทรยศ รอให้ข้าจัดการผู้หญิงบ้าแซ่อินนั่นก่อนเถอะ แล้วจะมาสะสางบัญชีกับเจ้า”
ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน ดึงมีดสั้นออกมาจากเอว
โมริตะคาวาสึบาเมะมองด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นออกจากถ้ำไป แล้วเอาหญ้าแห้งมาปิดทางเข้าถ้ำไว้
เขายังพุ่งเป้าไปที่เด็กน้อยที่ชื่อจ้าวเอ๋อร์ด้วย แต่สุนัขสีขาวตัวใหญ่นั่นมักจะติดตามเขาเป็นเงาตามตัวเสมอ เมื่อใดก็ตามที่เขาพยายามเข้าใกล้ เจ้าสุนัขนั่นก็จะแยกเขี้ยวใส่เขา
เพื่อไม่ให้คนสังเกตเห็น โมริตะคาวาสึบาเมะจึงต้องยอมแพ้
แต่ความแค้นนี้เขาจดจำไว้แล้ว หากจัดการให้เป่ยไห่มาอยู่ในกำมือได้ เขาจะถลกหนังสุนัขแล้วเอาไปตุ๋นในหม้อซะ
พอนึกถึงสิ่งนี้ เขาก็ทำเสียงฮึดฮัดอย่างอาฆาตแค้น และรีบกลับเข้าเมือง
เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่มีการเดินยามทุกสิบก้าวห้าก้าว แต่ในวันนี้เมืองเล็กแห่งนี้เงียบเหงายิ่งกว่าเดิม
ทุกคนเฉลิมฉลองตรุษจีนในสำนักของตน มีศิษย์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกส่งออกมาลาดตระเวนในค่ำคืนนี้
โมริตะคาวาสึบาเมะมาถึงชายทะเลแล้ว เป่ยไห่มีการดูแลหละหลวมเพียงวันนี้วันเดียวเท่านั้น จึงต้องทำสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่านี้
เขาหยิบฟืนแห้งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วโยนใส่เรือ
แม้ว่าก้นเรือจะทำจากเหล็ก แต่ก็มีสิ่งของไวไฟมากมายที่อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ เขาหยิบไหน้ำมันหมูออกจากแขนเสื้อ แล้วเทลงบนฟืนแห้ง จุดไฟด้วยตะบันไฟ แล้วรีบกลับเข้ามาในเมือง
อินชิงเสวียนกับเย่จิ่งอวี้กำลังเดินจับมือกันเดินช้าๆ ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว
หลายวันนี้เหตุการณ์เงียบสงบ แต่ละสำนักได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งสองคนจึงไม่วิตกกังวลมากนัก ออกมาเดินเหมือนคนกินอิ่มออกมาเดินย่อยอาหารเท่านั้น
สภาพอากาศในเป่ยไห่กำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อน โดยเฉพาะกลิ่นชื้นๆ ในอากาศ เหมาะกับการพักผ่อนยิ่งนัก
อินชิงเสวียนชอบอากาศที่นี่มาก ทุกลมหายใจเข้าออกทำให้จิตใจสบาย
เมื่อเห็นหญิงสาวยิ้มตลอดเวลา เย่จิ่งอวี้ก็พลอยอารมณ์ดีไปด้วย
“ถ้าเหนื่อยแล้ว พวกเราก็หาที่นั่งพักสักครู่ดีกว่า”
“ไม่เหนื่อย ออกมาเดินเล่นก็ดีเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้เมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้าง คงจะคึกคักกว่าที่นี่แน่ๆ!”
“เสวียนเอ๋อร์คิดถึงบ้านหรือ”
เย่จิ่งอวี้หลุบตาถาม
อินชิงเสวียนเงยใบหน้าอันงดงามขึ้น แล้วถามว่า “ที่ที่มีอาอวี้ ก็คือบ้านไม่ใช่หรือ”
เย่จิ่งอวี้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ยื่นแขนกอดนาง ในโลกนี้ คงไม่มีคำรักที่ซาบซึ้งยิ่งกว่าคำนี้อีกแล้ว
อินชิงเสวียนเม้มริมฝีปากยิ้มๆ แล้วนางก็วิ่งผละออกไป
นับตั้งแต่ออกจากวัง ฮ่องเต้หนุ่มก็เริ่มควบคุมไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: สนมร้างรักขอทวงบัลลังก์
สนุกมากค่ะ ขอบคุณที่ลงจนจบค่ะ❤️❤️...
แย่จิ่งหลานเอ๋ย ในมิติไม่มียาสลบหรือ เอามาแทงคอตอนเผลออะไรอย่างนี้ให้หลับไป...
ขอบคุณแอดมากๆค่ะที่อัพจนจบ 🙏👍สนุกมากเรื่องนี้ happy ending สุขสันต์วันสงกรานต์ หยุดพักผ่อนได้แล้วนะแอด555 ยังไงเรื่องถัดไปขอเรื่องฮองเฮาสุดที่รักด้วยนะคะ...
รออัพต่อนะคะ ใกล้จะจบแล้ว...
เศร้าเลย แอดมินไม่มาต่อ พลีสสสส...
รอๆๆ กลับมาอัพต่อค่ะ น่าจะใกล้จบแล้ว...
ไม่อัพต่อแล้วเหรอคะ กำลังสนุกเลย อินชิงเสวียนถูกจับแบบนี้จะมีใครมาช่วยได้บ้าง...
ตัวโกงเก่งกว่าคนดีแถมคนชั่วร้ายก็มีอยู่มากมายทั้งนอกทั้งในแบบนี้จะสู้ศึกไหวเหรอ...
มันเป็นพวกไหนกันแน่นะที่บ่อนทำลายชาติ ที่สำคัญจะเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลอินด้วยหรือเปล่า...
คนที่แสดงตัวเป็นพี่ใหญ่ไม่น่าจะเป็นตัวจริงเพราะมีพฤติกรรมลับลมคมในเรื่องต่างๆและทำให้เรื่องต่างๆแย่ลง เหมือนว่าจะหลงรักน้องสาวตัวเองเลยไม่รู้ว่าเป็นน้องแท้ๆหรือเปล่า...