ก่อนที่จะรู้ตัวเทศกาลไหว้พระจันทร์ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
ขณะที่ซูโหยวนำเครื่องแต่งกายจากศาลารุ้งเมฆามาถามนางว่าอีกสองวันข้างหน้าจะแต่งกายอย่างไรไปร่วมงานเลี้ยงในวัง
ลั่วชิงยวนก็พลันนึกถึงเหตุการณ์ในงานเลี้ยงเมื่อปีที่แล้ว
จึงมิปรารถนาจะเข้าวังอีก
นางจึงไปยังห้องตำรา
แล้วพบว่าฟู่เฉินหวนกำลังตรวจสอบเอกสารทางการอยู่
“อีกสองวันก็ถึงงานเลี้ยงไหว้พระจันทร์ในวังแล้วเพคะ”
ฟู่เฉินหวนมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เพียงแค่ตอบรับว่า “อืม” เสียงเบา
ลั่วชิงยวนนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วยกแขนขึ้นบดหมึกอย่างเบื่อหน่าย “หม่อมฉันขอมิไปนะเพคะ”
“อืม”
ลั่วชิงยวนคว้าเอกสารทางการจากมือฟู่เฉินหวนมาถือไว้ แล้วพูดทีละคำ “หม่อมฉันบอกว่าหม่อมฉันขอมิไป”
ฟู่เฉินหวนพยักหน้ารับแล้วตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “รู้แล้ว”
แล้วก็หยิบเอกสารทางการกลับมาอ่านต่อ
“มิอยากไปก็มิต้องไป บังเอิญว่าข้าก็มิอยากจะไปเช่นกัน”
ลั่วชิงยวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ฟังดังนั้น
เมื่อเห็นฟู่เฉินหวนกำลังหมกมุ่นอยู่กับงาน นางก็มิได้รบกวน และลุกขึ้นจากที่นั่งเดินออกไปจากห้องตำรา
แล้วถามซูโหยวว่า “ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องเคยไปร่วมงานเลี้ยงไหว้พระจันทร์ในวังหรือไม่?”
ซูโหยวตอบว่า “เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นเทศกาลแห่งการพบปะกัน ก่อนหน้านี้ท่านเสด็จไปร่วมงานทุกปีขอรับ”
“ยิ่งไปกว่านั้นคือท่านเป็นทั้งองค์ชายและยังเป็นอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนด้วย ถือว่ามีฐานันดรสูงศักดิ์และยังควบคุมกองทัพ เกรงว่าพวกตระกูลเหยียนจะใช้โอกาสนี้สร้างความวุ่นวาย ดังนั้นท่านจึงต้องเสด็จไปร่วมงานทุกปีขอรับ”
ลั่วชิงยวนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “แล้วเมื่อครู่นี้เขา...”
ช่างเถิด เขาคงจะไปอยู่ดี
อย่างไรเสียเขาก็รับปากแล้วว่านางมิจำเป็นต้องไป
เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้จะพาลั่วอวิ๋นสี่ไปฉลองที่ซีหยาง
ต่อมาลั่วชิงยวนจึงพาจือเฉาออกไป เนื่องจากเป็นวันสำคัญจึงควรเตรียมของกำนัลไว้บ้าง
ฟู่เฉินหวนตรวจทานเอกสารเสร็จแล้วก็รีบออกไปข้างนอกเช่นกัน
ที่ตรอกมืด เงาร่างหนึ่งที่เฝ้าดูความเคลื่อนไหวในตำหนักอ๋องมาตลอดลอบเข้าไปในบริเวณสวนหลังตำหนัก
ในเรือนหลังหนึ่ง เสียงลั่วเยวี่ยอิงเคาะประตูดังชัดเจน
“ปล่อยข้าออกไปนะ! ท่านอ๋องสั่งให้พวกเจ้ากักขังข้าไว้หรือ! ปล่อยข้าออกไป!”
ไม่มีใครสนใจลั่วเยวี่ยอิงเลย
สีหน้าของลั่วเยวี่ยอิงเปลี่ยนไปเมื่อได้ฟังดังนั้น นางคว้าแขนเหยียนหน่ายซินไว้ “เจ้าช่วยข้าได้หรือ?”
เหยียนหน่ายซินสะบัดมือออกด้วยความรังเกียจเล็กน้อย
แล้วก็หยิบขวดยาออกมาส่งให้นาง “เทสิ่งนี้ลงในสุรา เจ้าก็จะได้สมใจปรารถนา”
“ทหารนอกประตูเหล่านั้นจะหลับไปจนถึงรุ่งเช้า เจ้ามีโอกาสเพียงคืนนี้คืนเดียว”
ลั่วเยวี่ยอิงตกตะลึงเล็กน้อย แต่ก็รับขวดยาไว้
“แต่... ท่านอ๋องจะได้กลิ่นหรือไม่?”
“อย่าห่วง ยานี้ฤทธิ์มิแรง แม้แต่คนที่อยู่กับยาสมุนไพรมาตลอดชีวิตก็ยังมิได้กลิ่น”
“ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้าแล้ว”
เหยียนหน่ายซินพูดพลางตบไหล่ลั่วเยวี่ยอิง “อย่างไรฟู่เฉินหวนชอบก็เจ้าอยู่แล้ว มิจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากนักหรอก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็พอ”
ลั่วเยวี่ยอิงกำขวดยาไว้แน่น
โอกาสที่จะพลิกสถานการณ์อยู่ตรงหน้าแล้ว!
นางมิสามารถถูกกักขังไว้ให้ลั่วชิงยวนดูดเลือดได้ตลอดไป เพราะหากเป็นเช่นนั้นนางก็จะตายในที่สุด!
“เหตุใดเจ้าถึงช่วยข้า?” ลั่วเยวี่ยอิงมองเหยียนหน่ายซินด้วยความสงสัย
ดวงตาของเหยียนหน่ายซินฉายแววเย็นชาขณะกล่าวเสียงเบา “มิต้องถามมาก”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...