ซีกุ้ยเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเชื่องช้าและใจเย็น แต่แฝงไว้ด้วยโทสะและความมิพอใจอันรุนแรง
ลั่วชิงยวนยิ้มแล้วกล่าวว่า “เมื่อก่อนเคยได้ยินกิตติศัพท์ความเย่อหยิ่งของกุ้ยเฟย วันนี้ได้มาเห็นกับตาก็ประจักษ์ด้วยตนเองแล้วเพคะ”
“มิแปลกใจเลยที่ส่งคนไปลอบสังหารมู่หยวนหยวนเพียงเพราะนางงดงาม และกำลังจะเข้าวังเป็นพระสนม นางทำให้กุ้ยเฟยหวาดระแวงถึงเพียงนี้เลยหรือเพคะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของซีกุ้ยเฟยก็เปลี่ยนไป
แต่นางกลับมิโกรธ ยกคิ้วขึ้นแล้วคลี่ยิ้ม “เจ้ามาแก้ต่างให้มู่หยวนหยวนหรือ?”
“แท้จริงแล้วข้าก็ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เจ้ากับท่านนักบวชระดับสูงเคยไปจวนตระกูลมู่”
“มู่หยวนหยวนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย คงจะจากเมืองหลวงไปกับฉีหงแล้วกระมัง? พวกเขาสุขสมหวังกันก็ต้องขอบคุณข้า”
“หากข้ามิได้จงใจปล่อยข่าวให้ฉีหงรู้ ฉีหงจะสามารถพาตัวมู่หยวนหยวนไปได้หรือ? ข้าได้ช่วยเหลือคู่รักคู่หนึ่งแต่เจ้ากลับกล่าวหาว่าข้าริษยานางที่นางงดงาม จึงคิดจะฆ่านางน่ะหรือ”
เมื่อพูดจบ ซีกุ้ยเฟยก็ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น พลางมองไปยังลั่วชิงยวน
นิ้วเรียวเล็กแตะเบา ๆ ที่บ่าของลั่วชิงยวน
ลั่วชิงยวนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“ส่วนเจ้า ร่างกายบอบบางเช่นนี้ มิอาจเป็นภัยคุกคามต่อฐานะของข้าได้หรอก”
“หากเจ้าเข้าวังไปก็คงมีชีวิตอยู่ได้มิเกินเดือน”
“ในวังแห่งนี้มิได้มีเพียงข้าคนเดียวที่เป็นเสือสิงห์กระทิงแรด”
ลั่วชิงยวนมองนางด้วยความสงสัย “ข่าวเรื่องที่ท่านจะสังหารมู่หยวนหยวน ท่านทรงจงใจปล่อยให้ฉีหงรู้หรือเพคะ?”
ซีกุ้ยเฟยนั่งลงบนตั่งอีกครั้งแล้วไขว่ห้างอย่างแช่มช้า “มิเช่นนั้นจะเป็นผู้ใดอีกเล่า?”
“หากข้าจะสังหารนาง แล้วจะปล่อยให้ฉีหงรู้ได้อย่างไร?”
ลั่วชิงยวนรู้สึกงุนงง “แล้วเหตุใดท่านจึงทรงขัดขวางมิให้มู่หยวนหยวนเข้าวังหรือเพคะ?”
“ท่านคงมิได้มีเมตตาช่วยเหลือพวกเขาทั้งสองจริง ๆ หรอกกระมังเพคะ?”
ซีกุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ แล้วชี้มือไปยังผนัง “เจ้าจงเลื่อนภาพวาดนั้นออกไป”
ลั่วชิงยวนทำตาม เมื่อเลื่อนภาพวาดนั้นออกไปก็ปรากฏภาพอีกภาพหนึ่งอยู่ด้านล่าง
ภาพนั้นคือภาพเด็กสาววัยแรกแย้ม
ไม่มีปม้ปต่โอกาสที่จะได้สานสัมพันธ์กับฉีหงอีก
ช่างเป็นนกยวนยางคู่รักที่น่าสงสารยิ่งนัก
ในขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้น ซีกุ้ยเฟยก็ถามว่า “เจ้ามาถึงก็ซักถามเรื่องมู่หยวนหยวนกับข้า เจ้ากับมู่หยวนหยวนเป็นสหายกันหรือ?”
ลั่วชิงยวนได้สติ แล้วตอบว่า “เพคะ”
“หม่อมฉันเคยช่วยเหลือพวกเขาด้วย”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” ซีกุ้ยเฟยพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
จากนั้นนางก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า “ดูเหมือนเจ้าก็เป็นคนตรงไปตรงมา ถึงแม้เจ้าจะกล่าวจาบจ้วงข้า แต่ข้าก็มิถือสาเจ้าหรอก”
“หากเจ้าสามารถวินิจฉัยโรคของข้าได้ ข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างงาม”
ลั่วชิงยวนสังเกตเห็นว่าใบหน้าของซีกุ้ยเฟยมิได้ถูกรัศมีชั่วร้ายรบกวนแต่อย่างใด
นางขมวดคิ้ว แล้วพูดอย่างลังเลใจ “หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่ง มิรู้ควรกล่าวหรือมิควรกล่าวเพคะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...