“ส่วนเรื่องที่เจ้าคิดกระทำอันใดก็สุดแท้แต่เจ้า ข้ามิใช่คนจำพวกที่จะก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่น”
“ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ข้ามอบให้แล้วไม่มีทางเอากลับคืนเป็นอันขาด!”
เมื่อฟู่จิ่งหลีทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนตระกูลหลิว เขาเองก็รู้สึกเสียใจแทนแม่นางฝูเสวี่ย แต่เขาก็เข้าใจว่าเสด็จพี่สามเป็นห่วงเรื่องแคว้นบ้านเมือง
อย่างไรเสียเขาก็ได้ยินมาว่าหลิวหม่านลอบโยกย้ายเงินบรรเทาทุกข์บางส่วน หากเสด็จพี่สามลงมือช้ากว่านี้อีกสักวันก็คงจะสายเกินไป
นั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เขาคิดจะอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ แทนเสด็จพี่สาม
“ขอบพระทัยที่เข้าใจเพคะ องค์ชายเจ็ด” ลั่วชิงยวนผงกศีรษะเล็กน้อย
“แม่นางฝูเสวี่ย ไฉนเจ้าต้องเกรงใจข้าถึงเพียงนั้นด้วย?” ฟู่จิ่งหลียิ้มให้
“จริงด้วยสิ วันนี้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตในหอเจาเซียง ข้าต้องชื่นชมในความใจกล้าบ้าบิ่นของแม่นางฝูเสวี่ยจริง ๆ! หอเจาเซียงแห่งนั้นใช่ว่าผู้ใดจะเข้าไปข้องแวะได้หรอกนะ!”
“แม่นางฝูเสวี่ย เจ้าควรจะระวังตัวให้ดี”
ฟู่จิ่งหลีเอ่ยเตือนสติ
แววตาของลั่วชิงยวนแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา นางเคยตกหลุมพรางของท่านอาฉินผู้นั้นมาหนหนึ่งแล้ว นางย่อมไม่มีทางตกหลุมพรางเป็นหนที่สองแน่
คราวนี้หอเจาเซียงจะต้องจบสิ้น!
“ขอบพระทัยที่เตือนเพคะ องค์ชายเจ็ด”
หลังจากนั่งอยู่กับฟู่จิ่งหลีได้สักพัก เขาก็กลับไป
……
หลังจากวันนี้ที่ลั่วชิงยวนก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตในหอเจาเซียงแล้ว หอเจาเซียงก็ปิดประตูมิได้เปิดดำเนินกิจการ
ค่ำคืนแล้วก็ยังมิเปิดกิจการอีก
ลั่วชิงยวนอยู่ในหอฝูเสวี่ย มิได้ออกไปที่ใด เพราะนางรู้ว่าท่านอาฉินคงจะเตรียมการลงมือสังหารเอาไว้แล้ว
รอคอยจนกระทั่งดึกดื่นเที่ยงคืน
จู่ ๆ ลั่วชิงยวนก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากข้างนอก แต่หลังจากนั้นทั้งหอก็ดูเหมือนจะเงียบสงัดลง
ลั่วชิงยวนลุกขึ้นไปเปิดประตูแล้วเดินขึ้นชั้นสอง
จากนั้นนางก็เห็นคนของทางการบุกเข้ามาในหอฝูเสวี่ยแล้วควบคุมทั้งหอฝูเสวี่ยเอาไว้
“ข้าสั่งให้เปิดอย่างไรเล่า!” ใต้เท้าผู้นั้นโกรธจัดแล้วจู่ ๆ ก็ชักมีดออกมา หมายจะแทงลงบนหัวไหล่ของแม่เล้าเฉิน
ในยามนี้เอง ลั่วชิงยวนก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาหา
น้ำเสียงกระจ่างใสดังขึ้นมาว่า “ถ้าพวกเขาอยากจะดูนัก ก็เปิดให้ดูเสียเถิด”
แม่เล้าเฉินหามีทางเลือกนอกเสียจากหยิบกุญแจออกมาเปิดหีบทีละใบ ๆ
แสงสีทองพุ่งปะทะใบหน้าชวนให้หลายคนนัยน์ตาพร่าเลือน
“หากมิใช่สิ่งของที่ขโมยมายังเป็นอันใดไปได้อีกเล่า! จับกุมตัวพวกมันให้หมด!” ใต้เท้าผู้นั้นร้องตะโกนด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด
ทุกคนต่างตกตะลึงและรู้สึกไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของกำนัลจากองค์ชายเจ็ด หาใช่สิ่งของที่ขโมยมาที่ไหนกัน?
ลั่วชิงยวนรู้ว่าพวกเขาเตรียมการมาเป็นอย่างดีจึงมิได้โต้เถียงกับพวกเขา นางเพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ของพวกนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว หากท่านคิดจับกุมพวกเขาล่ะก็ จับกุมข้าผู้เดียวก็พอ พวกเขามิได้เกี่ยวข้องอันใดด้วย”
เมื่อใต้เท้าผู้นั้นเห็นเช่นนี้ เขาก็แค่นเสียงเย็นชา “ช่างเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบเสียจริง ๆ! ก็ได้ เช่นนั้นก็เอาสิ่งของที่ขโมยมาไปด้วยกันเสียเลย!”
ดังนั้นลั่วชิงยวนจึงถูกพวกเขาจับตัวไป
แม่เล้าเฉินและคนอื่น ๆ ต่างร้อนใจยิ่งนัก เมื่อพวกนางเห็นคนของทางการจากไปแล้ว พวกนางก็รีบร้องตะโกนออกมาว่า “รีบไปหาองค์ชายเจ็ดเร็วเข้า!!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...