ลั่วชิงยวนรู้สึกตื่นตกใจอยู่บ้าง
ลั่วอวิ๋นสี่กล่าวว่า “ลำพังด้วยน้ำเสียงของข้าในยามนี้ หากข้าสวมหน้ากาก ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าข้าเป็นใครแล้ว”
“ข้าต้องแน่ใจว่าตัวข้าเองจะปลอดภัยเพื่อแก้แค้นให้ตระกูลของตัวข้าเองได้!”
“พี่สาวข้าทำเรื่องพวกนี้มิได้หรอก”
เมื่อนึกถึงลั่วหลางหลาง ลั่วชิงยวนเองก็รู้สึกเป็นกังวล หากลั่วหลางหลางรู้เรื่องนี้เข้า มิทราบว่านางจะเสียใจสักเพียงใด
“ได้” นางตอบรับคำขอร้องของลั่วอวิ๋นสี่
จากนั้นนางก็ลอบออกไปจากจวนมหาราชครูพร้อมกับลั่วอวิ๋นสี่ ลั่วอวิ๋นสี่พกเงินเหรียญติดตัวมาเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น มิได้นำสิ่งใดไปอีก
ลั่วชิงยวนพาอีกฝ่ายไปที่หอฝูเสวี่ย หลังจากชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้ว อีกฝ่ายก็สวมหน้ากาก
ลั่วอวิ๋นสี่สวมชุดผ้าไหมสีเรียบอันสะอาดสะอ้าน ผมเกล้าเป็นทรงสูงและสวมหน้ากากเอาไว้ เพียงแค่ราตรีเดียว ท่าทางของอีกฝ่ายก็แปรเปลี่ยนไปชนิดสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ยามนี้อีกฝ่ายดูเหมือนบุรุษหนุ่มผู้มีท่าทีสุขุมมากกว่า…
เมื่อยืนอยู่หน้ากระจกสำริด ลั่วอวิ๋นสี่ก็ได้ยินเสียงแหบแห้งของตนเองค่อย ๆ เอ่ยขึ้นมาว่า “นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่มีลั่วอวิ๋นสี่อีกแล้ว”
น้ำเสียงแหบแห้งของนางปกปิดแววเจือสะอื้นเอาไว้
เนื่องจากประกาศออกไปว่าลั่วอวิ๋นสี่เองก็ตายไปด้วยและตระกูลของท่านมหาราชครูก็ถูกฆ่าล้างตระกูล ใต้เท้าเหอก็ช่วยเก็บรวบรวมชิ้นส่วนและฝังร่างของลั่วหรง
ข้างหลุมฝังศพของท่านมหาราชครูลั่ว
ตกเย็นทั้งสองคนก็ไปเยี่ยมหลุมฝังศพของท่านอาลั่วหรง
ลั่วอวิ๋นสี่คุกเข่าลงกับพื้นแล้วร้องไห้อย่างมิอาจควบคุมได้
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้ารู้ผิดแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้าเอง ท่านได้ยินหรือไม่?”
นางรู้สึกชิงชังตนเองที่เมื่อคืนมิได้ขอโทษอีกฝ่าย ยามนี้ต่อให้นางขอโทษเป็นพันครั้ง แต่ท่านแม่มิได้ยินนางอีกต่อไปแล้ว
“หลังจากท่านตาของเจ้าจากไปและพี่สาวของเจ้าออกเรือนไป ท่านอาลั่วหรงก็เป็นห่วงเจ้าที่สุด นางย่อมต้องเฝ้ามองดูเจ้าอยู่จากบนสวรรค์แน่ ขอเพียงเจ้าปลอดภัย นางก็คงรู้สึกสบายใจแล้ว”
ลั่วอวิ๋นสี่สูดจมูกอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “ขอบใจ”
พวกนางอยู่จนถึงค่ำมืดดึกดื่นก่อนที่ทั้งสองคนจะกลับไป
เมื่อปิดประตูลง ลั่วชิงยวนก็บอกเล่าเงื่อนงำทั้งหมดที่นางพบให้ลั่วอวิ๋นสี่ฟัง
ลั่วชิงยวนขมวดคิ้ว “หากเจ้าเล่าให้ท่านอ๋องฟัง ท่านก็คงมิทรงเชื่อหรอก”
“เช่นเดียวกับเจ้าเมื่อยามนั้น เจ้ายอมรับฟังสิ่งที่ผู้อื่นเอ่ยถึงสวีซงหย่วนหรือไม่เล่า?”
เมื่อลั่วอวิ๋นสี่ได้ยินเช่นนี้ แววตาของนางก็หม่นแสงลง “ใช่ ท่านอ๋องคงมิทรงเชื่อหรอก”
นางมิคาดคิดเลยว่าสถานการณ์ของลั่วชิงยวนจะยากลำบากถึงเพียงนั้น ยิ่งนางนึกถึงเรื่องนั้น กลับยิ่งทวีความชิงชังในตัวลั่วเยวี่ยอิงมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ข้ามิอาจกล้ำกลืนฝืนทนอยู่เช่นนี้ได้! เจ้าเป็นพระชายาอ๋องผู้สำเร็จราชการและเป็นผู้ที่ลั่วเยวี่ยอิงคิดจะทำร้ายอยู่ตลอดเวลาเชียวนะ! หากข้าไปให้การ ลั่วเยวี่ยอิงจะถูกตัดสินโทษหรือไม่?”
หากนางเป็นแค่ฝูเสวี่ย ต่อให้ลั่วเยวี่ยอิงจะทำอันใดกับนางก็หาใช่สิ่งสำคัญไม่ เพราะนางย่อมมิอาจต่อกรกับอำนาจของจวนอัครเสนาบดีได้
ทว่านางมิใช่เพียงแค่ฝูเสวี่ย นางคือพระชายาอ๋องผู้สำเร็จราชการ! การที่จะจัดการกับลั่วเยวี่ยอิงก็คงมิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
ลั่วชิงยวนขมวดคิ้ว “ข้ายังมิคิดเปิดเผยตัวตน”
ทันทีที่นางพูดจบ แม่เล้าเฉินก็เดินมาที่ประตูพลางกล่าวว่า “แม่นางอยู่หรือไม่เจ้าคะ? คุณชายฝูต้องการพบท่านเจ้าค่ะ”
เมื่อลั่วอวิ๋นสี่ได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกตกตะลึง “ตระกูลฝูหรือ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...