ฉันถือโทรศัพท์เดินออกจากจุดนั้นเพื่อจะไปสนทนากับเฉียวอี้ พร้อมทั้งถือโอกาสทนฟังเสียงกังวาลของเธอไปด้วย “เธอเพลาเสียงลงหน่อยสิ หูฉันจะหนวกอยู่แล้ว”
“เธอเล่ามาเลยนะว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“เพราะ เพราะว่าฉินกวนเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของสีชิงชวน ฉันไม่รู้ว่าเขาบอกกล่าวสถานะของเขากับเธอยังไง ฉะนั้นถ้ามันหลุดออกจากปากฉันจะไม่ค่อยดีนัก ให้เขาเป็นคนพูดเองดีกว่า”
“หุ้นส่วนงั้นเหรอ? ฉินกวนเป็นนักธุรกิจงั้นเหรอ? แล้วจะทำไมล่ะ?” เฉียวอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สนใจ
ใช่สิ เฉียวอี้มักจะคิดสวนทางกับคนอื่น หากว่าเธอชอบใครขึ้นมาก็จะไม่สนอาชีพการงานหรือตำแหน่งฐานะของคนๆนั้น
“เอิ่ม งั้นตามนี้ ฉินกวนเป็นหุ้นส่วนของสีชิงชวน บังเอิญเจอกันบนเรือ ก็เพิ่งจะเจอเขาเมื่อครู่นี่เอง เลยไม่ทันได้บอกเธอน่ะ”
“อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง” ในที่สุดเสียงของเฉียวอี้ก็เพลาลงจนได้ “ว้าว เกาะแห่งนี้ไม่ธรรมดาเสียจริง เซียวเซิง ถ้าพวกเขาอยากจะซื้อเกาะแห่งนี้มาสร้างสวนสนุก ฉันว่าเธอเข้าร่วมลงทุนด้วยก็ดีนะ ทำธุรกิจกับลูกพี่อย่างพวกเขารับรองได้ว่ามีกำไรเห็นๆ”
เฉียวอี้มีพรสวรรค์ทางด้านธุรกิจ แต่ดันเลือกที่จะไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์
“อืม หลังจากกลับไปฉันจะไปนั่งขบคิดดู ถึงตอนนั้นเธอช่วยติดต่อผู้ช่วยของสีชิงชวนเพื่อขอแผนธุรกิจมาให้ฉันศึกษาหน่อยนะ”
“ฮาฮา เซียวเซิง เราเจรจาธุรกิจหมื่นล้านทางสายโทรศัพท์ง่ายๆแบบนี้เลยหรือ”
เฉียวอี้ก็ยังคงเป็นเฉียวอี้อยู่วันยังค่ำ เธอเปลี่ยนใจความสำคัญของเรื่องที่เราคุยอยู่ไปแบบดื้อๆซะงั้น
หลังจากที่วางสายไป ฉันก็ทานกล้วยสีแดงที่ฉินกวนเอามาให้ รสชาติของมันอร่อย ซึ่งแตกต่างจากกล้วยสีเหลือง มันทั้งหอมทั้งนิ่ม
ฉินกวนนั่งอยู่ตรงข้าม เขาอมยิ้มพร้อมกับจ้องฉันกิน สายตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยรังสีแห่งความรักใคร่เอ็นดู ประดุจพ่อแท้ๆคนหนึ่งเลย ถ้ามีพ่อแบบนี้สักคนก็คงจะดี จู่ๆก็รู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ยากแค้นขนาดนั้น
ฉันทานอยู่ก็ถามฉินกวนขึ้น “คุณชอบเฉียวอี้ไหม?”
เขาตอบอย่างฉับพลันทันที “เธอทั้งน่ารักและซื่อตรง ผมชอบเธออยู่พอสมควร”
“ชอบในรูปแบบไหนหรอ? แต่เฉียวอี้ชอบคุณแบบเป็นแฟนเลยนะ?”
“ผมรู้ ตอนที่เพิ่งรู้จักเธอใหม่ๆ เธอก็แสดงออกให้ผมเห็นแล้ว”
นี่เป็นบุคลิกของเธอเลย ฉันไม่แปลกใจเลยสักนิด
“เฉียวอี้บอกว่า พวกคุณรู้จักกันที่นิทรรศการภาพวาด”
“ใช่ครับ ในตอนนั้นเฉียวอี้ยืนอยู่ตรงหน้ารูปวาดของผมร้องให้ฟูมฟาย พนักงานของผมเห็นเข้าจึงมาแจ้งเรื่องนี้ให้ผมทราบ ผมจึงไปสังเกตุการณ์ เธอบอกว่ารูปของผมทัชใจเธอมาก
“ใช่เหรอ?” ฉันรู้สึกประหลาดใจมาก นึกไม่ถึงว่าจู่ๆเฉียวอี้จะเข้าถึงผลงานศิลปะได้กับเขาด้วย
การเข้าถึงในผลงานศิลปะของเธอไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไร ให้เธอวาดภาพง่ายๆ เธอก็ยังวาดออกมาได้แย่ จนป่านนี้ระดับฝีมือการวาดภาพบุคคลของเธอต่ำต้อยเรี่ยดินไม่ต่างอะไรจากเด็กอนุบาลเลย สาวสวยทุกคนภายนอกอาจจะดูอ่อนหวานแต่ภายในกลับจ้าเล่ห์ดั่งสุนัขจิ้งจอก
“จากนั้นฉันก็ให้เธอเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ สุดท้ายเธอก็พูดแถไปเรื่อย”
“อ้อ” นี่ถึงจะเป็นวิธีการเปิดเรื่องที่ถูกต้องสินะ
“จากนั้น เธอก็สารภาพรักกับผมว่าภาพของผมทำให้เธอหวั่นไหว”
“เฉียวอี้เป็นคนที่หวั่นไหวได้ง่าย” ฉันว่า “รอบก่อนที่เราไปไนท์คลับ บาร์เทนเดอร์หนุ่มชงเหล้ามีลีลาการชงที่พลิ้วไหว เห็นแค่นี้เฉียวอี้ก็บอกว่าหวั่นไหวแล้ว”
จากนั้นเราก็จ้องตากันหัวเราะฮาฮา
ฉันถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “เฉียวอี้เป็นคนง่ายๆไม่ซับซ้อน ถ้าเธอชอบคุณก็แสดงว่าชอบคุณจริงๆ”
“คุณไม่ถือสาที่เพื่อนของคุณจะต้องคบหาดูใจกับเพื่อนเก่าในอดีตของแม่คุณเหรอ?”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักเมียในนาม(จบ)
สนุกมากเป็นอะไรที่ลุ้นตามตลอดถึงนางเอกจะดูโง่ๆแต่ก็สนุกมากครับชอบแนวนี้มากก...
จบซะแล้วลงตอนไม่ครบค่ะ ขาดตอนที่ 501,506...
เย้ อัพต่อแล้ว 👍👍👍...
แอด...ยังรออัพเดทนะคะ😁😁...
รอมาอัพต่อค่ะ...
กี่ตอนจบค่ะ...
Please up Chapter495...
สนุกมากๆ ค่ะ ติดตามอยู่นะคะ...
นางเอกไม่ได้โง่แต่จิตใจดีเกินไปและพระเอกอยากสอนนางเอกแต่สอนผิดวิธี ในเรื่องทุกคนมีปมหมด นักเขียนค่อยๆขยายแต่ละคน เราว่าสนุก อัพต่อค่ะplease...
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วอึดอัดมาก เพราะนางเอกโคตรโง่เลย อ่านแล้วลุ้นแต่ก็ลุ้นไม่ขึ้น มันรู้สึกสงสารนางเอก แต่เป็นสมน้ำหน้า พระเอกก็ใจดำเอาแต่ใจตัวเอง ทำตัวแย่ ทำให้รำคาญ อ่านแล้วไม่ลุ้นให้ได้จบลงด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ให้รับผลจากความโง่และการกระทำของตัวเอง...