พวกเธอคงคิดไม่ถึงว่าฉันจะพูดและทำแบบนี้ ในขณะที่กำลังรู้สึกตกตะลึงอยู่ พวกเธอก็ยังไม่ลืมที่จะหาเหตุผลมาหักล้าง
“แต่เราเป็นพนักงานออฟฟิศ จะไปโรงงานได้ไง?”
“ตำแหน่งพวกคุณ ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจ พูดโดยทั่วๆ ไปแล้วพวกขี้นินทาอย่างพวกคุณควรจะถูกไล่ออกด้วยซ้ำ แต่ว่าที่โรงงานขาดคนน่ะ ตอนนี้พวกคุณก็ไปทำแทนแล้วกัน”
เมื่อฉันพูดจบก็หันไปมองสีชิงชวน
แค่พูดแต่ไม่ทำจริงตามที่พูด แค่พูดปากเปล่ามันไม่เกิดประโยชน์อะไร ฉันจึงเริ่มล้วงโทรศัพท์และโทรไปหาหัวหน้าแผนกบุคคล
ฉันบอกกับเขา “พนักงานหญิงสามคนที่แผนกต้อนรับของเรา หมายเลขพนักงานคือ XXX ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปให้พวกเธอย้ายไปทำที่โรงงานนะคะ”
ฉันพูดจบก็หันโทรศัพท์ไปให้พวกเธอดูด้วยว่าคนที่ฉันโทรหาคือผู้จัดการแผนกบุคคลจริงๆ ไม่ได้สอดแทรกมุกตลกและล้อพวกเธอเล่น
พวกเธอแต่ละคนพากันหน้าถอดสี ตื่นตะลึง และยังกังวลมากอีกด้วย
เดาว่าพวกเธอน่าจะคิดไม่ถึงว่าฉันจะโทรหาผู้จัดการแผนกบุคคลจริงๆ และเอาจริงกับพวกเธอ
ไม่รู้ว่าสีชิงชวนจะพอใจกับวิธีการของฉันไหม ฉันพูดจบก็จูงมือเขาออกไปทันที
ตอนที่ออกมาจากร้านอาหารเสียบไม้ จู่ๆ สีชิงชวนก็ก้มตัวลงมานับเลขใกล้ๆ หูฉัน “หนึ่ง สอง สาม”
“หนึ่งสองสามอะไร?” ฉันเพิ่งถามไปได้ไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงดัง ‘ตึกๆๆ’ ตามมาด้านหลัง พนักงานต้อนรับคนหนึ่งตามเรามา
“เราไม่ได้ตั้งใจนะคะ ก็แค่พูดไปงั้นๆ”
“ฉันก็แค่ทำไปงั้นๆ เหมือนกัน” ฉันยิ้มให้พวกเธอ
“คุณจะลงโทษพวกเราแบบนี้ไม่ได้นะคะ มีใครในบริษัทบ้างที่ไม่นินทาคุณลับหลัง?”
ฉันมองเธอ แล้วเธอก็ปิดปากทันที
ฉันรู้ว่าตอนนี้กิจกรรมสร้างความบันเทิงส่วนใหญ่ในบริษัทก็คือการวิจารณ์ฉันลับหลัง บอกว่าฉันไร้ความสามารถ และคุณพ่อก็ยกบริษัทให้ผิดคน
ฉันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งและบอกพวกเธอ “ถ้าฉันไม่ได้ยิน งั้นก็ถือว่ามันไม่มีเรื่องพวกนั้น แต่ถ้าฉันเกิดรู้เข้า คุณคิดว่าฉันจะทำเป็นไม่ได้ยินเหรอ?”
สีชิงชวนจูงมือฉันเดินผ่านหน้าพวกเขาไป จากนั้นก็วางมือไว้บนประตูรถเพื่อป้องกันไม่ให้หัวฉันชนเข้ากับมัน
ฉันนั่งลงและรถก็ขับผ่านหน้าพวกเธอไป จนกระทั่งไม่เห็นพวกเธอแล้ว ฉันจึงผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ อย่างโล่งอก
“เป็นไง? ไม่ชินกับการเป็นตัวร้ายเหรอ?” เขาชอบบีบให้ทำแบบนี้ตลอดเลย
“คราวหน้าอย่าให้ฉันทำเรื่องแบบนี้แล้วนะ ฉันไม่ชินจริงๆ”
“ไม่ชิน งั้นก็ต้องชินกับการถูกคนอื่นเหยียบย่ำทุบตีนะ”
“ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบคุณสักหน่อยที่นั่งอยู่บนหอคอยแห่งอำนาจเหนือคนอื่นน่ะ”
“ทีเรื่องการแก้ปัญหาเชิงลบเนี่ย คุณคิดออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าไม่มีวิธีคุณก็ไปเปิดคลาสสอนการเป็นคนขี้ขลาดเหมือนเต่าหัวหดดูสิ รับรองว่าได้ผลิตคนขี้ขลาดออกมาสู่สังคมแบบนับไม่ถ้วนแน่”
คำพูดคำจาของสีชิงชวนนี่เจ็บแสบดีจริงๆ ฉันทำได้แค่ปล่อยให้เขาพูดไป อยากจะพูดอะไรก็เชิญตามสบายไปเลย
รถยังขับมาไม่ถึงบ้านตระกูลสี ผู้จัดการแผนกบุคคลก็โทรมายืนยันกับฉันว่าจะทำแบบนั้นจริงๆ ไหม สีชิงชวนนั่งอยู่ข้างๆ ฉัน ถึงแม้เขาจะไม่ได้มองฉันอยู่ตรงๆ แต่ฉันรู้ว่าเขากำลังมองฉันอยู่ผ่านทางกระจกมองหลัง ดังนั้นถ้าฉันเกิดกลับคำขึ้นมา เขาต้องด่าฉันยับแน่ๆ
ฉันจึงทำได้เพียงบอกกับผู้จัดการแผนกบุคคลว่า “ค่ะ ทำตามที่ฉันบอกเลย”
รถที่สีชิงชวนขับวันนี้คือรถแข่ง มือข้างหรือของเขาขับรถ ส่วนอีกข้างพาดไว้บนประตูรถ สายลมพัดเข้ามาจากทางหลังคารถจนทำให้ผมเขายุ่งสะเปะสะปะ และทำให้ฉันตามัวไปหมด
บางครั้งฉันก็มีความรู้สึกว่าสีชิงชวนกำลังพยายามสอนฉันว่าควรจะบริหารเซียวซื่อกรุ๊ปยังไง และควรจะทำธุรกิจยังไง
ไม่รู้ว่ามันคือความเข้าใจผิดของฉันไหม ว่าเขากำลังสอนฉันในสไตล์ของเขา และฉันก็แค่ดูเหมือนจะไม่ค่อยชินกับมันเท่าไหร่
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พ่ายรักเมียในนาม(จบ)
สนุกมากเป็นอะไรที่ลุ้นตามตลอดถึงนางเอกจะดูโง่ๆแต่ก็สนุกมากครับชอบแนวนี้มากก...
จบซะแล้วลงตอนไม่ครบค่ะ ขาดตอนที่ 501,506...
เย้ อัพต่อแล้ว 👍👍👍...
แอด...ยังรออัพเดทนะคะ😁😁...
รอมาอัพต่อค่ะ...
กี่ตอนจบค่ะ...
Please up Chapter495...
สนุกมากๆ ค่ะ ติดตามอยู่นะคะ...
นางเอกไม่ได้โง่แต่จิตใจดีเกินไปและพระเอกอยากสอนนางเอกแต่สอนผิดวิธี ในเรื่องทุกคนมีปมหมด นักเขียนค่อยๆขยายแต่ละคน เราว่าสนุก อัพต่อค่ะplease...
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วอึดอัดมาก เพราะนางเอกโคตรโง่เลย อ่านแล้วลุ้นแต่ก็ลุ้นไม่ขึ้น มันรู้สึกสงสารนางเอก แต่เป็นสมน้ำหน้า พระเอกก็ใจดำเอาแต่ใจตัวเอง ทำตัวแย่ ทำให้รำคาญ อ่านแล้วไม่ลุ้นให้ได้จบลงด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ให้รับผลจากความโง่และการกระทำของตัวเอง...