“มิได้อยู่บนใต้หล้านี้แล้วหรือ?”
โหยวหัวหนิงพยักหน้า “บิดามารดาข้าจากไปตั้งแต่ข้ายังเยาว์วัย ข้าเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของพี่ชายข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วชิงยวนก็ใจหายวาบ
พี่ชายหรือ?
“แล้วพี่ชายท่านเล่า?” ลั่วชิงยวนถามอีก
โหยวหัวหนิงกล่าวช้า ๆ “พวกเราหนีออกมาจากสถานที่อันตรายแห่งหนึ่ง ไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ในปีเหล่านั้นพวกเรายากจนยิ่งนัก หมั่นโถวเพียงก้อนเดียวต้องแบ่งกินสามมื้อ”
“พี่ชายมักต้องต่อสู้กับคนอื่นและขโมยของบ่อย ๆ”
“ใช้เวลาหลายปี สถานการณ์ของพวกเราจึงดีขึ้น มีชีวิตที่มั่นคงขึ้นทีละน้อย”
“พี่ชายจะไปขุดค้นสมบัติจากสุสาน แล้วนำมาขายที่ตลาดมืด”
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงได้มายังตลาดมืด”
“แต่ต่อมา เขาก็จากไป”
“จากไปอย่างกะทันหัน หลังจากนั้นก็มิเคยมีข่าวคราวอีก ข้าเองก็มิรู้ว่าเขาไปที่ใด”
“เพียงแต่หลายปีมานี้มิปรากฏตัว ข้าจึงคิดว่าเขาตายไปแล้ว”
เมื่อฟังจบ ลั่วชิงยวนก็ประหลาดใจเล็กน้อย
แต่เมื่อคิดใคร่ครวญก็สามารถเชื่อมโยงกับโหยวจิ้งเฉิงได้
พวกเขาอาจจะหนีออกมาจากหุบเขาทาส แล้วมายังตลาดมืด เพราะยากจน โหยวจิ้งเฉิงจึงหมายปองอวี๋ตันเฟิ่ง
จากนั้นอวี๋ตันเฟิ่งก็จากบ้านไปสร้างเมืองแห่งภูตผี
โหยวจิ้งเฉิงจึงไปยังเมืองแห่งภูตผี แล้วหายไปจากสายตาของโหยวหัวหนิง
เพียงแต่นางมิอาจแน่ใจได้ว่า โหยวหัวหนิงมิได้ล่วงรู้ถึงอุบายของโหยวจิ้งเฉิงจริง ๆ
มิเช่นนั้นเหตุใดจึงบังเอิญถึงเพียงนี้ที่นางเองก็มาแต่งงานกับคนสกุลอวี๋ด้วย
“หายตัวไปแล้วหรือ? เช่นนั้นก็มิแตกต่างจากอวี๋ตันเฟิ่งหรือ?” ลั่วชิงยวนแสร้งทำเป็นประหลาดใจ
หมายจะดูปฏิกิริยาของโหยวหัวหนิงเมื่อได้ยินคำนี้
โหยวหัวหนิงกลับพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ “ก็ถือว่าเป็นเช่นนั้น”
“แต่อย่างน้อยอวี๋ตันเฟิ่งก็ยังทิ้งจดหมายไว้ให้ท่านพ่อท่านแม่ก่อนจากไป แต่พี่ชายข้ากลับหายตัวไปโดยมิบอกกล่าว”
“ข้าเองมิรู้ว่าจะไปตามหาเขาที่ใด”
โหยวหัวหนิงหัวเราะขื่น “ไม่มีจริง ๆ”
“นี่ก็เป็นความผิดของข้าเอง ข้ามิอยากมี”
“ข้าว่าการเป็นเจ้าเมืองแห่งเมืองป้านกุ่ยนี้เป็นเรื่องอันตราย ข้ากลัวว่าหากมีบุตรแล้วจะต้องทนทุกข์”
“เพียงท่านพี่อวี๋คนเดียว ข้าก็เป็นห่วงอยู่ทุกวัน หากมีบุตรเพิ่มมาอีก ข้าคงทนมิได้”
“โชคดีที่ท่านพี่อวี๋เข้าใจข้า เคารพความคิดและความปรารถนาของข้า มิได้บังคับข้าให้มีบุตรเพื่อสืบทอดตำแหน่งเจ้าเมือง”
เมื่อฟังดังนั้น ลั่วชิงยวนก็อดมิได้ที่จะชื่นชม อวี๋หงผู้นี้ก็เป็นบุรุษที่ดีที่สมควรไว้วางใจเช่นกัน
“แล้วต่อไปเมื่อพวกท่านแก่ชราลง ตำแหน่งเจ้าเมืองนี้จะทำอย่างไร?”
ลั่วชิงยวนสนทนากับนางอย่างผ่อนคลาย
โหยวหัวหนิงตอบด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องในยามนั้นค่อยว่ากันเมื่อถึงเวลาเถิด”
ทั้งสองนั่งคุยกันในศาลาอยู่นานครึ่งค่อนวัน
ลั่วชิงยวนรู้สึกว่า นอกจากโหยวหัวหนิงจะระมัดระวังมากเกินไปแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอื่นใด
ทั้งสองคุยกันจนถึงเวลาอาหารกลางวัน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...