ถนนหนทางประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสี สว่างไสวครึกครื้น ลั่วชิงยวนได้กลิ่นหอมประหลาดลอยมาเตะจมูก นางเดินตามหาทั่วทั้งถนนจึงมาพบในตรอกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เพียงแต่โรงสุราในตรอกนั้นกลับมีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด
ลั่วชิงยวนเขย่งเท้าชะโงกมองแถวยาวเหยียดเบื้องหน้า แล้วก็อดมิได้ที่จะถามคนข้างหน้า “สุราที่นี่เลื่องชื่อมากหรือ? เหตุใดจึงมีคนมาซื้อมากมายถึงเพียงนี้”
ถึงแม้นางจะได้กลิ่นสุรา แต่ความคึกคักของโรงสุราแห่งนี้กลับทำให้นางประหลาดใจ
คนเบื้องหน้าหัวเราะแล้วกล่าวว่า “สิ่งที่ขายที่นี่มิใช่สุราธรรมดา แต่เป็นสุราแห่งวันเพ็ญเดือนเจ็ด”
“กล่าวกันว่า จอกหนึ่งส่งวิญญาณสหายเก่าเข้าฝัน สองจอกสื่อถึงหล้าวิญญาณ สามจอกสามารถพบพานคนที่คิดถึงได้อีกครั้ง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วชิงยวนก็ประหลาดใจ “แล้วมันศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นจริงหรือ?”
อีกฝ่ายหัวเราะ “ศักดิ์สิทธิ์หรือมิศักดิ์สิทธิ์ คนเราก็อยากจะมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ”
“หากมิศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจจะเป็นเพราะคนที่เจ้าอยากพบมิอยากมาพบเจ้า”
ลั่วชิงยวนใจหายวูบ
ความรู้สึกเศร้าโศกพลันถาโถมเข้ามา
ภาพฟู่เฉินหวนครั้นสิ้นชีพผุดขึ้นในห้วงความคิด
นางเจ็บแปลบในอก
นางหันไปมองคนใบ้ “อาถู่ ข้าอยากต่อแถวซื้อสุรา หากเจ้ามิอยากรอก็ไปเดินเล่นในตลาดก่อนก็ได้”
คนใบ้กลับส่ายหน้า มิได้จากไป
เขาอยู่ต่อแถวเป็นเพื่อนกับนาง
แถวยาวเหยียดทำให้ต้องรอคอยนานมาก แต่ถนนสายนี้กลับเงียบสงัดราวกับทุกคนที่ต่อแถวต่างมีจิตใจหนักอึ้ง
บางทีอาจเป็นเพราะความคิดถึงคนในใจนั้นหนักอึ้งเกินไป
หลังจากรอคอยมาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ถึงหน้าโรงสุรา
ที่นี่ขายสุราเพียงชนิดเดียว สุราทั้งหมดบรรจุในเหยือกและขายทีละเหยือก
ลั่วชิงยวนซื้อมาเหยือกหนึ่ง
นางถามคนใบ้ว่าจะซื้อหรือไม่ คนใบ้ครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า
แต่ลั่วชิงยวนกลับหยิบมาอีกเหยือก
หลังจากเดินออกจากตรอก ลั่วชิงยวนก็ไปยังเนินเขาในป่าแห่งหนึ่ง นางเงยหน้ามองแสงจันทร์แล้วรินสุราสามจอกลงบนพื้น
“เห็นแก่ความผูกพันในอดีต วันนี้ข้ายังคงคารวะท่านจอกหนึ่ง แต่… ท่านมิจำเป็นต้องเข้ามาในความฝันของข้า”
“ข้าคิดว่าท่านก็คงมิอยากพบข้าเช่นกัน”
ลั่วชิงยวนเผยรอยยิ้มจาง รอยยิ้มแฝงความขมขื่น จากนั้นก็ยกเหยือกสุราขึ้นดื่มอึกหนึ่ง
ฟู่เฉินหวนลุกขึ้นเดินตามนางไปอย่างเงียบ ๆ กลับมายังตลาดอีกครั้ง
ลั่วชิงยวนเดินชมไปพลางซื้อของไปพลาง
ลั่วชิงยวนถูกใจสิ่งใดก็หยิบขึ้นมาถามคนใบ้ คนใบ้ก็เพียงพยักหน้า
ดังนั้นลั่วชิงยวนจึงซื้อของไปเรื่อย ๆ คนใบ้ก็ถือของติดตามอยู่ด้านหลังเงียบ ๆ
บังเอิญว่ามาถึงร้านขายดอกไม้ไฟ
ลั่วชิงยวนถามว่า “เถ้าแก่ ยังมีดอกไม้ไฟอีกหรือไม่?”
“ขออภัยแม่นาง ท่านมาช้าไปก้าวหนึ่ง อันสุดท้ายที่เหลือถูกซื้อไปแล้ว”
ขณะที่เขาพูดก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา จ่ายเงินแล้วนำดอกไม้ไฟอันสุดท้ายจากไป
ลั่วชิงยวนกล่าวด้วยความเสียดาย “น่าเสียดายจริง เช่นนั้นข้าจะลองเสี่ยงโชคคราวหน้าก็แล้วกัน”
นางกล่าวจบก็เดินออกไป
แต่ยังหันหลังกลับไปมองแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “หากคืนนี้ได้จุดดอกไม้ไฟคงสวยงามมาก”
คนใบ้หยุดเดิน ชี้ไปยังของในอ้อมแขน แล้วชี้ไปยังทางกลับบ้าน
ลั่วชิงยวนถามว่า “เจ้าหมายความว่าเจ้าจะนำของกลับไปก่อนหรือ?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...