คราวนี้นางเกือบเอาชีวิตไปทิ้งแล้ว
เป็นความสะเพร่าของนางที่ตอนนั้นมัวแต่หมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องรักษาดวงตาของฉินไป๋หลี่ โดยหารู้ไม่ว่าตนเองกำลังจะประสบเคราะห์ร้าย
ฟู่เฉินหวนมองป้ายสัญลักษณ์ด้วยความตะลึงงันพลางพึมพำว่า "ตระกูลหลิว..."
ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วมุ่น "ท่านอ๋อง ท่านพูดว่าตระกูลหลิวเช่นนั้นหรือ?"
"หลิวฮุ่ยเซียง?"
พอฟู่เฉินหวนรู้ตัวก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "เจ้าได้ยินผิดแล้ว ข้าจะไต่สวนเรื่องหอชิงเฟิงเอง เจ้าไม่ต้องมายุ่งหรอก"
ฟู่เฉินหวนเก็บป้ายสัญลักษณ์ไปโดยไม่ส่งคืนให้แก่ลั่วชิงยวน
ลั่วชิงยวนคิดว่าคราวนี้เกือบจะเกิดเรื่องขึ้นกับฟู่เฉินหวนเข้าแล้ว ต่อให้เขาไม่ได้ช่วยนางแก้แค้น แต่ก็น่าจะต้องระบายโทสะด้วยการหาตัวผู้บงการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ออกมาให้จงได้ ฉะนั้นนางจึงไม่ได้ขอป้ายสัญลักษณ์คืน
นางขดตัวกับกองไฟเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ไม่นานศีรษะก็ชักจะเริ่มหนักเพราะทนความง่วงงุนไม่ไหว นางจึงล้มตัวลงนอนขดกับพื้นแล้วหลับไป
ฟู่เฉินหวนครุ่นคิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้อยู่เป็นนาน เมื่อเขารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นว่าลั่วชิงยวนได้หลับไปเสียแล้ว
ทว่ายามราตรีอากาศหนาวเหน็บ แม้แต่ยามที่ขดตัวอยู่นั้น เขาก็เห็นลั่วชิงยวนกายาสั่นสะท้านไม่หยุดหย่อน
ฟู่เฉินหวนขมวดคิ้วแล้วเติมฟืนเข้าไปอีก จากนั้นเพลิงก็ยิ่งลุกโชนมากขึ้น
ศีรษะของลั่วชิงยวนหนักอึ้งและต่อให้มีเพลิงลุกโชนสักแค่ไหน นางก็ไม่อาจทนความเหน็บหนาวเสียดแทงกระดูกยามค่ำคืนได้ นอกเหนือไปจากนั้น ก่อนหน้านี้นางก็ตกน้ำจนจับไข้ทำให้สติของนางไม่แจ่มชัด นางจึงส่งเสียงอู้อี้เพราะความหนาว
ฟู่เฉินหวนอดที่จะเหลียวมองมิได้
ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาแล้วถอดเสื้อคลุมมาห่มให้แก่ลั่วชิงยวน
เมื่อมีไออุ่นเฉียดใกล้เข้ามา ลั่วชิงยวนที่หมดสติก็กอดกุมเอาไว้ตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้นก็กอดเข้าที่เอวของฟู่เฉินหวน
เขาตัวแข็งทื่อพลางขมวดคิ้วและคิดจะผลักลั่วชิงยวนออกไป แต่กลับได้นางร้องว่าหนาวออกมาเรื่อย ๆ ถึงได้ยอมแพ้ในท้ายที่สุด
คืนนั้นลั่วชิงยวนเปลี่ยนจากนอนบนหญ้าฟางข้าง ๆ ฟู่เฉินหวนมานอนบนตักของเขา จากนั้นก็หลับใหลอยู่ในอ้อมแขนของเขาไปในที่สุด
ฟู่เฉินหวนพยายามผลักลั่วชิงยวนออกไป แต่ทันทีที่สัมผัสถูกหน้าผากร้อนลวกของนาง ในใจก็รู้สึกสงสารอยู่บ้าง
เมื่อฟู่เฉินหวนรู้เช่นนี้เข้าก็หน้าเปลี่ยนสีขึ้นมาทันที เขารีบนั่งลงเขย่าตัวลั่วชิงยวนแล้วตบหน้านางแรง ๆ "ลั่วชิงยวน?"
ยังไม่มีการตอบสนองอีก
แม้แต่ลมหายใจก็แผ่วเบา!
แบบนี้ไม่ได้การแล้ว!
ฟู่เฉินหวนรีบลุกขึ้นอุ้มลั่วชิงยวนแล้ววิ่งออกไปข้างนอกโดยไม่ได้มองทางเดินเสียด้วยซ้ำไป
"ลั่วชิงยวน หากเจ้าตาย ข้าจะไม่เขียนจดหมายหย่าให้เจ้า! ทั้งยังไม่มีทางฝังเจ้าในฐานะพระชายาด้วย!" น้ำเสียงขรึมเคร่งของฟู่เฉินหวนแฝงไปด้วยวี่แววร้อนรนกังวลใจ
ลั่วชิงยวนที่อยู่ในสภาพมึนงงได้ยินเช่นนี้เข้า แต่เปลือกตาของนางกลับหนักเกินกว่าจะลืมขึ้นได้และพูดอะไรไม่ไหว
นางได้แต่คิดอยู่ในใจว่าบุรุษผู้นี้ช่างต่ำช้าเสียจริง ๆ!
ในสมัยโบราณ คนจีนจะแบ่งเวลา 1 วันเป็น 12 ชั่วยาม ดังนั้น เมื่อเทียบกับเวลาสากล 1 ชั่วยามจึงเท่ากับ 2 ชั่วโมง โดยจะเริ่มนับชั่วยามแรกตั้งแต่เวลา 00.01-02.00 น. และนับต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 12 ชั่วยาม

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...