“ระวังหน่อยสิ อาการบาดเจ็บของเจ้ายังไม่หายดีเลยนะ”
ลั่วชิงยวนสะดุ้งตกใจอยู่บ้างแล้วหันไปมองเขา
ในสายตาลึกล้ำคู่นั้น มีแววหวั่นวิตกราวกับว่ากำลังประจันหน้าสิ่งชั่วร้ายอย่างไรอย่างนั้น
นางลุกขึ้นยืนตรงแล้วเบนสายตาออกไป
ภายในห้อง ฮูหยินใหญ่ฟ่านโทษตนเองด้วยความรู้สึกผิด นางพร่ำรำพันวาจาจากใจจริงอันชวนให้ประทับใจออกมามากมาย
จากนั้นนางก็บอกลั่วหรงว่า “หลังจากฝังศพของท่านมหาราชครู ข้าคิดจะพาคนทั้งตระกูลออกจากเมืองหลวงแล้วกลับไปอาศัยอยู่บ้านมารดาของข้าในซีหยาง ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
ตระกูลเดิมของฮูหยินใหญ่ฟ่านเป็นพ่อค้าวาณิชอยู่ในซีหยาง เนื่องจากมีคนในตระกูลไม่มากนัก พวกเขาจึงต้องการบ้านสักหลังซึ่งเพียงพอให้ตระกูลของพวกเขาดำรงชีวิตและลงหลักปักฐานได้
เมื่อลั่วหรงได้ยินเช่นนี้เข้า นางก็กุมมือของลั่วหลางหลางด้วยท่าทีฝืนใจ
ถึงแม้ว่านางจะไม่เต็มใจ แต่นางก็รู้ว่ามีเพียงแค่การไปจากเมืองหลวงอันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเท่านั้น นางจึงจะรู้สึกปลอดภัย
“เอาล่ะ! ไปซีหยางเถอะ อย่างน้อยที่นั่นก็สงบสุขกว่า”
ลั่วหลางหลางพลันหลั่งน้ำตาแล้วคุกเข่าลง "ท่านแม่เจ้าคะ!"
ลั่วหรงเองก็หลั่งน้ำตาเช่นเดียวกัน นางประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นแล้วเช็ดน้ำตาบนแก้ม "ฟังให้ดีนะ จงไปซีหยางแล้วอยู่ให้ห่างจากเมืองหลวงอันแสนวุ่นวายแห่งนี้ บางทีเจ้าอาจจะใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข"
ลั่วชิงยวนพิงผนังแล้วให้รู้สึกสะเทือนใจที่ได้ทราบชะตากรรมของลั่วหลางหลาง
หามีความรุ่งเรืองมั่งคั่ง มีเพียงแค่ชีวิตอันสงบสุข
เดิมทีเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าพึงพอใจ
ทว่านางกลับหาทราบไม่ว่า ชีวิตสงบสุขเฉกเช่นนี้จะเริ่มต้นด้วยความตายของท่านมหาราชครู
ลิขิตสวรรค์มิอาจแพร่งพราย โชคชะตาที่ร้อยรัดผู้อื่นเข้าด้วยกันก็จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป
ชะตาของผู้คนในใต้หล้าหมุนเวียนเปลี่ยนผันอยู่ตลอดเวลา
ตระกูลลั่วกำลังตระเตรียมงานศพของท่านมหาราชครู ส่วนลั่วชิงยวนกับฟู่เฉินหวนเองก็ออกจากจวนมหาราชครูเช่นกัน
ฟู่เฉินหวนเข้าวังทันที ลั่วชิงยวนไม่สะดวกที่จะตามเขาไปด้วยจึงกลับตำหนักอ๋องมาตามลำพัง
“พระชายา ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? สีหน้าดูมิดีเลย” เมื่อจือเฉาที่กำลังรอคอยนางอยู่ตรงประตูเห็นว่านางกลับมาแล้ว ก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับ
“มิเป็นไร”
ทันทีที่เข้ามาในเรือนก็รีบเดินตามหลังนางมา
จือเฉาจึงประคองลั่วชิงยวนกลับห้องไป
ลั่วชิงยวนครุ่นคิดถึงความหมายของนิ้วมือเล็ก ๆ ที่ถูกตัดขาดมาตลอดทาง
ยิ่งนางนึกถึงเรื่องนั้นมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกแปลก ๆ มากขึ้นเท่านั้น “จือเฉา เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ไม่ต้องตามมาหรอก”
นางหันหลังกลับไปด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว
นางเดินลัดเลาะเรือนชั้นในจนเห็นเงาร่างของซูโหยวดังคาด จากนั้นนางก็แอบติดตามเขาไป
เป็นอย่างที่คาดคิดเอาไว้เลย
เขาเดินมาที่เรือนทักษิณา
เรือนทักษิณาแยกโดดเดี่ยวและแทบจะไม่มีคนรับใช้เลย ครั้นตามเขามาจึงหามีผู้ใดสังเกตเห็น
เมื่อนางโผล่ศีรษะออกนอกกำแพงเรือนทักษิณา นางก็เห็นซูโหยวเคาะประตูเรือนของหมอกู้
ซูโหยวยื่นกล่องผ้าปักดอกให้เขาพลางถามว่า “ท่านต่อนิ้วมือที่ขาดออกมาแล้วได้หรือไม่?”
หมอกู้มองดูแล้วส่ายหน้าด้วยท่าทีเคร่งขรึม “มิได้หรอก”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...