วันนั้นลั่วชิงยวนสั่งให้คนมาทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกเรือน พร้อมแขวนโคมไฟเอาไว้หน้าประตูและลานเรือน
เมื่อปราศจากภาพลวงตา เรือนก็แลดูใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนกับที่เห็นเมื่อคืนนี้
เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวไม่น้อยจึงเป็นที่รู้กันไปทั่วถนนทั้งสาย
ช่วงกลางวันในเรือนหามีความเคลื่อนไหวอันใด ลั่วชิงยวนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็หาทราบไม่ว่าคนไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ตกกลางคืน ลั่วชิงยวนก็มาที่ประตูเรือนอีกครั้ง แต่คราวนี้นางมิได้พาซ่งเชียนฉู่มาด้วย เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจจะหวาดกลัวได้
ลมราตรีหอบหนึ่งพัดพาความเหน็บหนาวมาเล็กน้อย จากนั้นประตูก็เปิดดังเอี๊ยดราวกับต้อนรับนางให้เข้ามา
ลั่วชิงยวนก้าวเดินเข้ามาในลานเรือนด้วยฝีเท้ามั่นคง นางได้ยินเสียงของลิ่นฝูเสวี่ยกำลังร้องเพลงจากเรือนชั้นในแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไป
ยังคงเป็นเวทีทรงกลม ดังเช่นเมื่อคืนนี้ คนที่อยู่บนเวทีกำลังร้องรำทำเพลงราวกับมีผู้ชมอยู่
ลั่วชิงยวนมัวแต่ครุ่นคิด ทว่าชั่วครู่ต่อมา ความเหน็บหนาวก็ไต่ขึ้นมาตามแผ่นหลังของนางแล้วนิ้วมือเย็นเฉียบก็ค่อย ๆ วางลงบนไหล่ของนาง
ลมหายใจหอมกรุ่นราวดอกกล้วยไม้เอ่ยกระซิบว่า “คุณชาย มาเต้นรำกันเถอะเจ้าค่ะ”
มือเรียวบางของอีกฝ่ายพลันวางลงบนหน้าอกของนาง ทำเอานิ้วมือซีดขาวของนางสั่นเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว
“สตรีกระนั้นหรือ?” น้ำเสียงน่าขนลุกในหูของนางพลันเบิกบานขึ้นมาทันที
ชั่วครู่ต่อมา ลิ่นฝูเสวี่ยก็จับมือนางเอาไว้แล้วร่างบางก็กระโจนเข้ามาอยู่ตรงหน้าของนาง “แม่นาง เจ้ากับข้ามีชะตาต้องกัน ไยเจ้าถึงไม่อยู่กับข้าที่นี่เสียเล่า?”
“อยู่กับข้า”
เสียงหัวเราะกระจ่างใสราวกับกระดิ่งเงินดังก้องอยู่ภายใต้ท้องนภายามราตรี
ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายหัวเราะอย่างไร้พิษภัย แต่ลั่วชิงยวนกลับสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บหลายสายที่เลื้อยพันรอบแขนขาอันกำลังแทรกซึมเข้ามาในร่างของนาง
เมื่อลั่วชิงยวนก้มหน้าก็เห็นด้ายสีแดงราวกับโลหิตพยายามที่จะเข้ามาในร่างของนาง แววตาของลั่วชิงยวนเปลี่ยนเป็นเย็นชา จากนั้นนางก็หยิบเครื่องรางออกมาเผาด้วยท่าทีใจเย็น เพียงโบกมือเปลวเพลิงก็ปะทุขึ้นมาบีบให้ด้ายสีแดงต้องถอยร่น
“มาดูเจ้าร่ายรำก็นับว่าข้าไว้หน้าเจ้ามากแล้ว อย่ากดดันให้มากเกินไปนักเลย”
เสียงหัวเราะของลิ่นฝูเสวี่ยกลับยิ่งลึกล้ำเกินหยั่งถึง “แม่นาง เจ้าอายุยังน้อยแต่กลับมากความสามารถ…”
มองเพียงปราดเดียวก็บอกได้เลยว่า อีกฝ่ายหาใช่ผู้ที่ตนจะสามารถล่วงเกินได้!
ลั่วชิงยวนเองก็รู้สึกว่านี่ต่างหากล่ะถึงจะเป็นพลังที่แท้จริงของราชันย์อสรพิษ เมื่อเทียบกับแต่ก่อนแล้ว พลังของมันเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัว
ครั้นนางเข้าไปในถ้ำอสรพิษ หากมิใช่เพราะอยู่ในฤดูเหมันต์ล่ะก็ เกรงว่าพลังของนางจะไม่พอให้อุดซอกฟันของราชันย์อสรพิษเสียด้วยซ้ำไป
ถึงกระนั้นงูยักษ์ก็ยังขู่ฟ่อ ๆ พลางเอ่ยด้วยท่าทีโกรธจัดว่า “ข้าไม่คุ้นเคยกับเรื่องพรรค์นี้เอาเสียเลย!”
ลั่วชิงยวนยิ้มเยาะ “ออกมายืดเส้นยืดสายบ้างก็หาใช่เรื่องเลวร้ายอันใดกระมัง”
งูยักษ์เหลือบมองลิ่นฝูเสวี่ยด้วยสายตาดูแคลน
“มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้ด้วยรึ?”
ลั่วชิงยวนยิ้มพลางกล่าวว่า “หากพวกเจ้าทั้งคู่ต่อสู้กันขึ้นมาจริง ๆ คงยากจะบอกได้ว่าผู้ใดจะแพ้ผู้ใดจะชนะ”
แต่ลิ่นฝูเสวี่ยกลับถอยหลังไปสองก้าว สีหน้าฉายแววหวาดกลัวและระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรี สนุกมากทุกต่อนค่ะ...
อ่านมาสามร้อยกว่าตอน ยอมรับว่านางเอกเป็นคนเก่ง เก่งแต่ทำเรื่องโง่ๆ โง่จนอ่านไปเจ็บอกไป โมโหจนจะเป็นลม ทำเพื่อผู้ชายแบบอิอ๋องไม่รู้กี่รอบ อีกกี่ตอนนางเอกถึงจะฉลาด...
หายไปไหน ไม่อัพหลายวันแล้ว ติดอยู่ตอนที่ 1386 รออ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้น๊า...
รู้ว่ารวยแย่เองก่อความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ทำไมไม่วางยาให้เป็นใบ้ บางบทก็ฉลาดเกินบทจะโง่ก็สุดจริง...
อาจารย์ก็ถูก รั่วให้เพียงใช้ประโยชน์ ตัวเองก็ถูกสู้เชิงหัวใจประโยชน์ เกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปไหนสักที คอนจบรักกันดูดดื่มแน่นอนสินะ 5555...
มือสังหารในวังอ๋องก็องค์ชายห้าแหละ เดาตั้งแต่หมอกู้พูดว่า ไปหมดแล้วท่านเลิกแสดวได้แล้ว 555...
องค์ชายห้าตั้งใจ นางเอกก็รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งเข้าใกล้องค์ชายห้ายิ่งมีเรื่องแต่ก็ไม่เลิก55555...
ยังรออ่านนะคะ...
นางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายทำไมถ้านิสัยยังเหมือนเดิม...
ผัวอย่างเลว้าย แต่นางเอกก็คงรักผัวขั้นสุด เกือบทิ้งชีสิตหลายครั้งเพราะช่วยผัว ในขณะที่ผัวก็พยายามฆ่าตัวเองตลอด กู่คงเป็นเพียงข้อองมากกว่า 5555...