ระหว่างทางมีคนมองมาไม่น้อย มู่เหยาครุ่นคิดว่าอีกเดี๋ยวจะพูดอะไรดี
เมื่อลงมาจากประตูวัง มู่เหยาก็โค้งคำนับหลี่กงกง พร้อมส่งสายตาให้หนิงจู๋
ตั๋วเงินหลายใบถูกยัดใส่มือกงกงหลายคน แน่นอนว่าหลี่กงกงได้เยอะสุด
“กงกงงานยุ่งอยู่ตำหนักหน้า พวกนี้เอาไปดื่มชา ถือว่ามู่เหยากตัญญูต่อกงกง”
หลี่กงกงใบฐานะคนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ย่อมเข้าใจความหมายของมู่เหยา และยิ้มจนดวงตาเป็นรอยย่น “คุณหนูมู่ไม่ต้องกลัว วันนี้นอกจากประทานรางวัล ก็แค่ซักถามเรื่องของท่านกับฉู่อ๋อง”
ในห้องทรงพระอักษร
มู่เหยาคุกเข่าก้มศีรษะอยู่ในตำหนักตามระเบียบ รอให้ฝ่าบาทเรียกตัว
“เพียะ”
ฎีกาถูกเก็บอย่างรวดเร็ว เสียงกริ้วของฮ่องเต้ดังก้องไปทั่วตำหนัก
“เอาฎีกาส่งคืนไป พวกเจ้าช่างบังอาจนัก แอบตัดสินใจกันเอง ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา!”
ถ้อยคำมีความหมายนี้ ทำให้สายตาของมู่เหยาซึ่งก้มหน้าอยู่มืดลง
นางยังคุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่ส่งเสียงใด ๆ
ฮ่องเต้กวาดตามองเงาร่างที่คุกเข่าอยู่ข้างล่าง พลางดื่มชาอย่างไม่รีบร้อน “เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” มู่เหยาค่อย ๆ ลุกขึ้น นางยังไม่ได้นั่งลง และก้มหน้าไม่มองผู้ที่นั่งอยู่โดยตรง
“เจ้าถือว่ารู้กฎระเบียบ ดูท่าตอนจงซู่กงยังอยู่ คงสอนกฎระเบียบให้เจ้าไม่น้อย นั่งเถอะ”
เมื่อเสียงไม่พอใจของฮ่องเต้จบลง มู่เหยาก็นั่งตรงด้านข้าง
“บทกวีที่องค์หญิงใหญ่ส่งมาวันนี้ ข้าเห็นก็รู้ว่าเป็นลายมือเจ้า ยังจำตอนข้ายังรัชทายาทได้หรือไม่ พ่อของเจ้าชอบอวดอักษรของเจ้ากับข้าบ่อย ๆ ตอนนั้นเหมือนเจ้าจะเพิ่งห้าขวบ?”
ในถ้อยคำของฮ่องเต้แฝงไปด้วยความคิดถึงเล็กน้อย และถอนหายใจ
“ตอนหม่อมฉันหัดเขียนตัวอักษรครั้งแรก อายุประมาณห้าขวบจริง ๆ เพคะ” มู่เหยาไม่เข้าใจความคิดของฝ่าบาทเล็กน้อย
นางคิดว่าเพิ่งบันดาลความโกรธ แล้วจะตำหนินางเสียอีก
นึกไม่ถึงว่าจะเอ่ยถึงเรื่องนางตอนเด็ก
หัวใจของกษัตริย์ลึกจนยากจะคาดเดาจริง ๆ
“บัดนี้เจ้าเติบใหญ่แล้ว อุปนิสัยถือว่าเปิดเผยไม่น้อย ข้าขอถามเจ้าว่า เรื่องของเจ้ากับฉู่อ๋องเกิดตั้งแต่เมื่อใด?”
สายตาเย็นชาแผ่ลงมาทันที มือในแขนเสื้อของมู่เหยาสั่นระริก “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเจอฉู่อ๋องครั้งแรก คือตอนเอ่ยเรื่องถอนหมั้นต่อหน้าฝ่าบาท ต่อมาก็คือในงานเลี้ยงบนเรือขององค์หญิงใหญ่ ฉู่อ๋องช่วยหม่อมฉันไว้”
มู่เหยารู้ว่าไม่อาจพูดโกหก จึงตอบตามความจริง
เมื่อพูดออกไปเช่นนี้ แม้แต่หลี่กงกงก็ยังตกใจ
ต้องรู้ไว้ว่า เรื่องน้ำท่วมเมืองฉาง บัดนี้คนในเมืองหลวงรู้กันไม่มาก
แม้แต่พวกขุนนางใหญ่ ก็ต้องหารือกันในห้องทรงพระอักษรอย่างลับ ๆ เมืองออกจากวังก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง
“ฝ่าบาทโปรดอภัย หม่อมฉันรู้เรื่องน้ำท่วมเมืองฉาง เพราะก่อนท่านอ๋องออกเดินทางได้บอกไว้เพื่อไม่ให้หม่อมฉันกังวล หลังหม่อมฉันทราบก็ไม่เคยบอกผู้ใด”
“หม่อมฉันอยากเปลี่ยนของรางวัลเป็นข้าวต้ม เพราะหม่อมฉันนึกถึงท่านพ่อท่านแม่ที่จากไปเพราะน้ำท่วม เคยได้ยินพวกเขาพูดว่าหลังจากน้ำท่วม ไม่มีข้าวสารสักเม็ด ประชาชนยากลำบาก ดังนั้นหม่อมฉันหวังจะเปลี่ยนเป็นข้าวต้ม เพื่อทำให้ประชาชนเมืองฉางผ่านพ้นภัย”
ถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าน้ำท่วมเมืองฉางรุนแรงแค่ไหน
แต่นึกถึงท่าทางของท่านพ่อท่านแม่ตอนเอ่ยถึงเรื่องหลังน้ำท่วม มู่เหยาไม่อาจละเลยประชาชนเมืองฉางไม่ได้จริง ๆ
ภายในตำหนักเงียบงันอยู่นานมาก มู่เหยารู้สึกว่ามีแรงกดดันปกคลุมอยู่บนเหนือศีรษะของนาง4
แต่นางทำได้เพียงกัดฟันยืดตัวตรง รอฟังเสียงจากผู้อยู่บนที่นั่ง
“เจ้าถือว่าเป็นคนดี เช่นนั้นข้าอนุญาต จะส่งเสบียงอาหารจำนวนหนึ่งไปยังเมืองฉางในนามของเจ้า”
เห็นน้ำเสียงของฝ่าบาทสงบนิ่ง ไม่มีความโกรธเคือง
มู่เหยาก็รู้สึกเบาใจ หลังจากโดนว่ากล่าวสองประโยค ก็ถูกหลี่กงกงพาออกไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...