เว่ยหย่งเจิ้งทำได้เพียงพยักหน้า อดไม่ได้ที่ถอนหายใจ: “ถ้ากลั่นเหล้าได้สักหนึ่งกิโลกรัมก็ดีนะ แช่โสมไว้ในเหล้า เวลาที่ขึ้นไปบนภูเขา พอหนาวๆก็เอาไปดื่มสักอึก เหล้านั้น ต้องดีมากแน่ ๆ!”
เว่ยฉางหมิงพูด: “เหมือนว่าแม่ม่ายหลี่กลั่นเหล้าเป็นนะ วันหลังมีโอกาส ผมจะไปคุยกับเธอให้ ไม่แน่ในบ้านของเธออาจจะมีเหล้าซ่อนอยู่ก็ได้”
สองพ่อลูกเดินพูดคุยกันท่ามกลางลมหนาว หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน
ทั้งสองไม่ได้กลับบ้านที่ทรุดโทรมของตัวเองทันที แต่คลำหาทางไปที่บ้านของไอ้นักล่าในหมู่บ้าน
แม้ว่าภูเขาฉางไบจะสงบสุข แต่ทุกคนก็หากินกับภูเขา กลับไม่ได้ขาดแคลนอะไร
เมื่อก่อนทุกคนในหมู่บ้าน มักจะไปล่าสัตว์บนภูเขา
แต่ตอนนี้คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ก็จะออกไปท่องโลกข้างนอกแล้ว ก็ไม่ค่อยมีใครล่าสัตว์กันแล้ว
ไอ้นักล่าเป็นนักล่าสัตว์มืออาชีพเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน
ถ้าใครในหมู่บ้านอยากกินอาหารป่า ก็เอาเงินหรือไม่ก็สิ่งของอย่างอื่น แต่ก็แลกกับเนื้อได้ไม่มากกลับไป
เว่ยฉางหมิงจ้องอาหารป่าของเขาตาเป็นมันมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะเขาจนมากๆ กว่าจะได้กินให้อิ่มมันไม่ง่าย จะมีของอะไรที่พิเศษเพื่อไปแลกเนื้อมากินล่ะ
วันนี้เขารู้สึกตะกละอยากกินอาหารดีๆมากแล้ว แถมเมื่อวานไอ้นักล่าเพิ่งล่ากวางโรเดียร์มาตัวหนึ่ง เขาจึงริเริ่มความคิด ไม่ว่ายังไงเขาต้องเอาเนื้อกลับมาลองชิมให้ได้
เมื่อมาถึงที่นอกรั้วของบ้านไอ้นักล่า เว่ยฉางหมิงดันรั้วเบาๆและแอบมองข้างใน ว่าแล้วเนื้อกวางโรเดียร์ถูกแขวนไว้ที่ลานจริงด้วย
ครั้นแล้วเขาจึงกระซิบกับพ่อของเขาเว่ยหย่งเจิ้งว่า: “พ่อก้มลง ให้ผมเหยียบไหล่พ่อขึ้นไป”
เว่ยหย่งเจิ้งก็ตะกละอยากกินของดีๆเช่นกัน รีบลงไปหมอบลงที่มุม ให้เว่ยฉางหมิงก้าวขาขึ้นไป และเข้าไปในลานด้วยตัวเอง
ไม่นานเว่ยฉางหมิงทำได้สำเร็จ และแอบขโมยขากวางมาได้ แขวนไว้ที่ข้างเอวและคลานออกมา
เพิ่งคลานออกมาได้ ก็บอกพ่อด้วยความตื่นเต้นว่า: “ขากวางนี้อย่างน้อยก็ 5 กิโลกรัม พอให้เรากินได้เป็นสัปดาห์เลย”
เว่ยหย่งเจิ้งรีบพยักหน้า และถามว่า: “พี่ๆทั้งหลายจะทำอะไรเหรอครับ?”
คนนั้นพูดอย่างเย็นชา: “พวกเราเป็นคนที่ตระกูลอู๋แห่งซูหาง ส่งมาช่วยพวกนายสองพ่อลูกออกไป รถรออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านแล้ว ตอนนี้มากับพวกเราเถอะ เราจะพานายกลับไปจินหลิง!”
เมื่อสองพ่อลูกได้ยินดังนั้น ทันใดนั้นตกตะลึงจนตาค้างพูดอะไรไม่ออก ทันใดนั้น ทั้งสองคนน้ำตาก็ไหลออกมา
ทั้งสองมองหน้ากัน และร้องไห้ด้วยกัน
ไม่คิดเลยสักนิด ว่าตัวเองจะมีวันที่พ้นจากความทุกข์ยาก
ครั้นแล้วสองพ่อลูกก็คุกเข่าลงบนพื้น คารวะและร้องไห้: “ขอบคุณพี่ๆทั้งหลาย ขอบคุณในพระคุณที่ยิ่งใหญ่ เราสองคนพ่อลูก จะไม่ลืมบุญคนเลย!”
------------

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
ไอเซียวฉางควนไม่น่าเกิดมาเป้นผชอ่ะ ขี้ขลาดกว่าผู้หญิงเลยอะ...
เมื่อเย่เฉินอยุ่กะอีหว่านเฮ่อแล้ว พระเอกกุแม่งดูโง่ไปเลย 555...
บางทีก้ขัดใจไอหว่านเฮ่อน่ะ สำหรับเองมันอาจจะสมควร แต่กับคนยุคปัจจุบัน จะให้มาคุกเข่าตรงหน้าทั้ง3คนแล้วยิ่งผู้อาวุโสด้วย ตัวเองทำตัวสูงส่ง แต่กับเย่เฉินไม่ใช่ สมควรมันก้สมควร แต่ไม่นึกถึงใจเย่เฉินที่ลำบากบ้าง มีอายุ300-400ปีแล้วทำตัวสูงส่งว่างั้น...
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหานเหมยชิงถึงเคยชอบไอขี้โม้อย่างเซียวฉางควน ดูไปดูมา ฉางชวนก้เหมาะกับหม่าหลันดี คู่ชีวิตชัดๆ ตัวเองความสามารถก้ไม่มี เขาดูถูกมึง หรือพูดแขวะก้ไม่แปลกแต่ไอฉางควนก้ยังหน้าด้านโชว์โง่ โชว์ว่าตัวเองมีความสามารถ เหมาะกับอีหม่าหลันล่ะ...
ทำไมตอนซ้ำเยอะ ตอนก้ขาดหาย...
เอาตรงๆผมอ่านมา ก้ไม่ได้สงสารหงเยนน่ะ แต่แค่ใจจริงผมให้เลือกว่าใครจะตาย อยากจะให้อีหม่าหลันตายห่าไปมากกว่าอีก ไม่มีหม่าหลันอยู่แม่จะอ่านสนุกกว่านี้มาก...
เองก้อยากให้หม่าหลันเสียสติไม่ใช่หรอเย่เฉิน ส่วนชูหรันมึงก้เข้าข้างแม่ตีวเองเกิ้น รู้ทั้งรู้นิสัย สันดานแม่เป้นงี้ก้ยังเลือกที่จะเข้าข้าง พระเอกทิ้งเองไปหานานาโกะหรือกู้ชิวอี้จะสมน้ำหน้าให้ ดีเกิน กตัญญูจนโง่...
กูไม่เข้าใจจริง ผู้เขียนมึงหลงรักหม่าหลันขนาดนั้นเลย ทำไมต้องให้อีนี่ มันสมหวังที่จะทำร้ายหงเย่นด้วยว่ะ ทำไมไม่ให้อีหม่าหนักใจจนตาย ทำร้านหงเย้นไม่สำเร็จด้วย คนเขี่ยไร อิจฉาตาร้อนขนาดนี้น เมื่อไหร่แม่งจะตายสักที อีท่าเนี่ย...
พาหลิวหม่านฉงชมมหาลัย ไรมันเกี่ยวไรกับการปรับแต่งแล้วสรรหาเพราะเย่เฉิน เย่เฉินไม่ได้สร้างมหาลัยสะหน่อย หรือเป้นเพราะที่ ที่เย่เฉินเคยมาเรียนหรอ...
สมน้ำหน้าไอฉางควน เหมาะกับหม่าหลันดี ขี้โม้เหมือนกัน ว่าคนที่มีความสามารถว่ากระจอกเหมือนกัน หลงตัวเองเหมือนกัน พูดมาได้ไงมึงกับหานเหมยชิงเป้นคู่ฟ้าประทาน 5555 สมล่ะที่คบกังหม่าหลันได้...